<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194</id><updated>2011-12-13T03:12:49.421-08:00</updated><title type='text'>The Toom must go on!! ...."The way to choose"</title><subtitle type='html'>หลังจากการเดินทางสู่โลกแห่งความฝันที่นิวซีแลนด์ วันนี้หนุ่มตูมกลับมาสู่อ้อมอกแห่งความเป็นจริงที่เมืองไทยอีกครั้ง...ชีวิตใหม่(ในขวดเดิม)จะเป็นยังไงต่อไปหว่า</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>59</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-116215207084516713</id><published>2006-10-29T09:39:00.000-08:00</published><updated>2006-10-29T12:01:10.943-08:00</updated><title type='text'>กูจะเหล้า(เล่า)...ใครจะทำไม???</title><content type='html'>30/10/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:85%;"&gt;ที่เขียนนี่บอกกันก่อนนะครับว่าผมน่ะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรนะ ... ถึงจะขี้เหร่ไปนิด ปากหมาไปหน่อย แต่ก็...พอจะบอกได้เต็มปากว่า ... รักเด็ก  เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ การพนันไม่เล่น กลางคืนไม่เที่ยว &lt;span style="color:#ff6600;"&gt;(เป็นตัวอย่างของผู้ชายดีดีในอุดมคติที่ผู้หญิงจำนวนมากมักจะบอกว่า  "เธอดีเกินไป"  555(-_-!!))&lt;/span&gt; .....ฟังข่าวได้ยินว่ากระทรวงสาธารณสุข จะห้ามไม่ให้มนุษย์ผู้ใดก็ตามที่อายุต่ำกว่า 20 ปีซื้อเหล้า หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งห้ามไม่ให้มีการโฆษณาตามสื่อ (ล่าสุดเปลี่ยนกฏ แต่ว่ามันหยุมหยิมซะจนน่า....มาก)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;ความเห็นของผมก็คือเรื่องนี้เป็นเรื่องดี....แต่ไม่น่าจะ work   ผมจะลองเขียนในแง่มุมที่ไม่ค่อยมีใครเขียนหรือไม่ค่อยมีใครสังเกตกันดูบ้างนะครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;เราต้องยอมรับประการหนึ่งคือเหล้าเป็นสินค้าวัฒนธรรม นั่นคือเหล้าเป็นเครื่องมือในการสร้างสายใยหรือการสร้างกลุ่ม การสร้างการยอมรับ การเข้าสังคม ฯลฯ โดยเฉพาะกับคนไทย (ชายไทยโดยส่วนใหญ่)  หรือ วัฒนธรรมทางเอเชียตะวันออก &lt;span style="color:#ffff66;"&gt;(ประเทศทางอิสลามจะไม่มีปัญหาเหล่านี้เพราะสุราเป็นของต้องห้ามทางศาสนา)&lt;/span&gt; จะยกเหล้าเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าสังคมตั้งแต่โบราณที่ยังเป็นรูปแบบของคนในหมู่บ้าน ในจีนก็เหล้าขาวทั้งหลาย ในไทยก็สาโท ญี่ปุ่นคือสาเก และ เกาหลีเช่น เซจูเป็นต้น เรียกว่าจะเข้ากับคนประเทศเหล่านี้ได้ต้องเมากันให้เป็นว่างั้นเถอะ  ในปัจจุบัน มันถูกยกระดับเข้ามาสู่สังคมการทำงานที่แม้จะดูหรูหราขึ้น แต่รูปแบบในการทำความคุ้นเคยกลับไม่ได้ต่างจากครั้งโบราณ ยกตัวอย่างง่ายๆถ้าชายหนุ่มคนหนึ่งจบปริญญาตรีหมาดๆ กำลังอยู่ในวัยเข้าสู่ตลาดแรงงาน เข้าสัมภาษณ์งาน คำถามหนึ่งที่จะถูกถามก็คือ คุณกินเหล้าได้มั้ย ? ถ้าผมตอบอย่างมีอุดมการณ์ "ไม่ ผมไม่ดื่มเด็ดขาด"  รับประกันได้เลยว่าถึงแม้ก่อนหน้านั้นผมจะเก่งมาจากไหน ถามได้ตอบได้ เป็นอับดุลมาเกิด ผมก็จะมีโอกาสได้งานนั้นต่ำ หรือแม้จะได้งานนั้นแต่ผมอาจจะไม่มีความก้าวหน้าก็เป็นได้ เพราะเพียงแค่ผมไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่ลูกค้าหรือแม้กระทั่งคนในบริษัทตัวเองต้องการได้ นั่นคือความรู้สึกเป็นพวกพ้องกัน &lt;span style="color:#ffff00;"&gt;(จากการกินเหล้า)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;คำถามที่ควรจะถามต่อมาคือ แล้วการยุติการโฆษณาหรือการขึ้นภาษีเหล้าจะทำให้ยกเลิกหรือลดจำนวนอุบัติเหตุ &lt;span style="color:#ffff00;"&gt;(หรือจำนวนคนเมา&lt;/span&gt;)ได้หรือไม่ ? ....คำตอบที่น่าตกใจ คือ ไม่น่าจะได้ ยิ่งกว่านั้นอาจจะสูงขึ้นจนน่าตกใจ &lt;span style="color:#ffff00;"&gt;(ในความคิด "มาก" ของผมนะ)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;ทั้งนี้เนื่องจากสินค้าประเภทอบายมุขทั้งหลาย ทั้งการพนัน เหล้า บุหรี่ โสเภณี ฯลณ ไม่ได้เป็นสินค้าที่ใช้สื่อภายนอกในการกระตุ้นการขายอยู่แล้ว แต่หากใช้ความต้องการทางจิตใจลึกๆเป็นแรงกระตุ้นต่างหาก  ความต้องการแหกกฎ ความอยากเป็นตัวของตัวเอง ความเป็นสัตว์สังคม ฯลฯ เหล่านี้ต่างหากที่เป็นต้นตอที่แท้จริงของแรงกระตุ้นทาง Demand (ความต้องการสินค้า)  การปิดกั้นจะยิ่งเป็นการสร้างความอยากรู้อยากเห็นโดยเฉพาะกับเยาวชนสมัยนี้ที่อยู่ในยุคสาดดดดดดดเสียเทเสีย  &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;"มึงแนวมั้ยสาดดดดดด" &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;"อ้าว มึงแนวคนเดียวหรอสาดดด "&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;'' ไม่กินมึงไม่ใช่เพื่อนกูนะสาดดดดดด" &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;"เอ่อ วันนี้วันเกิดกูว่ะสาดดด กูอายุ 20 แล้วว่ะสาดดดดด"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;"งั้นมาฉลองกันมึงหน่อยว่ะสาดดดดดด"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;"กูม่ายยยยยมาวววว่ะสาดดดดดดดด"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;.....และอีกสารพัดสิงสาราสาดดดดด ที่คุณจะเจอเมื่อคุณปล่อยบรรดาลูกสาดดดดด อ่อนต่อโลกนี้เข้าป่าไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt; พูดง่ายๆ หากินกับด้านมืดที่มนุษย์แต่ละคนมีอยู่แล้ว &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;การโฆษณาเหล้าสำหรับผมแล้วเป็นเพียงการแบ่งแยกพฤติกรรมของคนกินเหล้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้นต่างหาก เช่น เป็นแรงงาน หรือเป็นช่าง จะให้เจ๋งต้องกินหงส์ทองได้(และไม่แฮงค์)   นักศึกษาปัญญาชนก็ต้องชื่อฝรั่งนิดๆเป็น Sprey Royal   ถ้ามีเงินสักหน่อย เดินเป็นกิจวัตร ก็ต้อง Keep walking กับพี่ดำและพี่แดง (ถ้ารวยขนาดเดินไปทำเงินตกไปก็อาจมีพี่ทอง พี่ฟ้า พี่เขียว บ้างเป็นบางโอกาส).... ตรงนี้อาจจะบอกว่าก็พวกนี้มันมีโฆษณา เขาก็รู้ว่ามันมีตัวเลือกอะไรที่เหมาะกับฐานะเขา ....เอางี้ ....ลองอ่านข้างบนอีกทีแล้วเปรียบเทียบกับตลาดบุหรี่ดูนะครับ ....อย่างที่เรารู้ตลาดบุหรี่ในบ้านเราเป็นตลาดที่ห้ามทำโฆษณาทุกสื่อ  ผู้สูบบุหรี่ก็ถูกแบ่งออกเป็น 4 ระดับโดยประมาณ ตั้งแต่ ชั้นประหยัด economy , silver , gold จนกระทั่ง platinum นั่นเลย เอาเป็นว่าผมไม่ต้องบอกก็พอจะรู้ว่ายื่ห้อไหนเป็นลูกค้ากลุ่มไหนนะครับ เขารู้กันดี  จำนวนผู้สูบบุหรี่เพิ่มขึ้นทุกปีโดยเฉพาะกับจำนวนผู้เริ่มสูบที่อายุโดยเฉลี่ยลดลงทุกวัน &lt;span style="color:#ffff33;"&gt;(ทั้ง&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ffff33;"&gt;ที่กฏหมายของมันโดยเนื้อหา strict กว่าเหล้าเยอะเลย)&lt;/span&gt;  เพราะฉะนั้น แท้จริงแล้วปัญหามันมาจาก "คน" ที่ไม่เคร่งครัดกฎนั่นเองไม่ต้องไปโทษสื่อเลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;การเพิ่มภาษีเหล้า อาจทำให้ลด Demand ของคนไปได้เมื่อมองตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ว่าราคาของแพงกำลังซื้อจะลด ....แต่ช้าก่อน    &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;อย่างที่ผมบอกสินค้าอบายมุขเป็นสินค้าที่ค่อนข้างพิเศษคือมันมีนัยยะของการรวมกลุ่มทางสังคมอยู่ด้วย &lt;span style="color:#ffff33;"&gt;(น้อยคนจะนั่งกินคนเดียว ยกเว้นคนอกหัก แต่บางที่คนอกหักนี่แหละตัวลากเพื่อนมาเลย)&lt;/span&gt; เพราะฉะนั้น มองในแง่มุมแบบคิดมากของผมแล้ว เมื่อราคาแพงขึ้นการรวมกลุ่มของคนจะเพิ่มขึ้นเพื่อแชร์ค่าเหล้า เช่น เดิม 100 บาทต่อขวด แชร์ 50*2คน เมื่อกลายเป็น 150 บาท ในขณะที่รายได้คงที่ก็กลายเป็นการดิ้นรนหาเพื่อนมาก๊งเพิ่มขึ้น กลายเป็น 50*3คน  (ผมคิดมากไปมั้ยครับ ...แต่น่าจะเป็นไปได้นะ) ผลที่ได้ก็คือ แม้จำนวนขวดอาจจะลดลงแต่จำนวนคนกรึ่มๆหรือคนเมากลับจะเพิ่มขึ้น&lt;span style="color:#ffff33;"&gt;...(คิดได้ไงวะ มหาลัยจะยึดปริญญากูกลับมั้ยเนี่ย.....เอ่อ ผมว่าผมคิดได้เป็นเหตุเป็นผลจริงๆนะ  )&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;color:#ffff33;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;จริงๆอยากเขียนขยายความมากกว่านี้นะ แต่เดี๋ยวจะเยอะเกินขี้เกียจอ่านกัน ผมว่าผมพูดเรื่องไอเดียการแก้ไขเลยดีกว่า เดี๋ยวจะหาว่าสักแต่ด่า ไม่บอกทางแก้ (เขียนไปบ่นไป จะมีใครมานั่งอ่านวะเนี่ย ใครอ่านถึงตอนนี้กรุณาส่งชื่อที่อยู่มานะครับ เราจะมีรางวัลไปแจกถึงบ้านแล้วช่วยอ่านต่อไปให้ถึงบรรทัดสุดท้าย อาจจะมีรางวัล หวยบนดิน jackpot งวดหน้า (^_^))&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;color:#ffff00;"&gt;&lt;strong&gt;ทางแก้เรื่องนี้มองให้ง่ายมีอยู่  6 ทางหรือมากกว่านั้น&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;1. แก้ที่ต้นเหตุอย่างเข้มงวด ....ก็ในเมื่อห้ามกันถึงขนาดนี้ ก็ปิดตลาดไปเลยห้ามขาย ห้ามผลิต  Agent นำเข้ามีทำไม โรงงานยาสูบมีทำไม ปิดไปสิ โรงงานสุราห้ามผลิต แล้วทำให้มันเป็นสินค้าผิดกฏหมายไปเลย ...ดีกว่ามาทำเป็นปากว่าตาขยิบ  ไม่เด็ดขาดจริงนี่หว่า &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;2.แก้ที่ทางอ้อม.... เมื่อเราคิดว่าการกินเหล้าแล้วขับรถเป็นสิ่งอันตราย ก็ต้องทำให้ต้นทุนการกินนั้นสูงขึ้น เช่น ไม่ให้มีที่จอดรถตามผับต่างๆ ขีดไปเลยเส้นขาวแดงห้ามจอดตลอดแนว &lt;span style="color:#ffcc00;"&gt;(ประมาณว่าถ้ารัศมี 2 กม. นี้เป็นที่ห้ามจอดแล้วมันจะจอดเดินมากินให้ได้ก็ยอมไปเถอะ)&lt;/span&gt; หรือ ถ้ามีที่จอดรถหลังร้านก็ให้ตั้งด่านวัดกันแอลกอฮอล์ตรงบริเวณทางออกลานจอดรถไปเลย ถ้าเกิน Limit ไม่ต้องออกไป ให้ทางร้านหาอาคารสำหรับพักของลูกค้าเพิ่มขึ้นมาด้วย ....วิธี่นี้ลูกค้าก็ต้องพึ่งบริการของขนส่งสาธารณะต่างๆเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;3. กรณีกินที่บ้านหรือที่อื่นๆ  ....แล้วเกิดมีอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากแอลกอฮอล์ สถานที่สุดท้ายที่จำเลยไปแวะก่อนที่จะขับรถนั้นต้องเป็นผู้รับโทษฐานสมรู้ร่วมคิดแล้วไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ ปล่อยคนเมาขับรถออกมาสร้างความเดือดร้อนบนท้องถนน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;4.วิธีการแบบญี่ปุ่น .....อันนี้เป็นวิธีการของญี่ปุ่นที่คัดลอกมาอีกทีของหนังสือของ วรากรณ์ สามโกเศศ โดยวิธีการมีว่าสถานบันเทิงทั้งหลายจะให้ส่วนลดค่า taxi กับผู้ใช้บริการทุกคน&lt;span style="color:#ffcc00;"&gt; (โดยมีข้อตกลงกับบริษัท taxi )&lt;/span&gt; เพื่อจะได้ไม่ใช้รถส่วนตัว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;5.ปรับเปลี่ยนทัศนคติ ....ความคิดที่ดูเหมือนเป็นข้อบังคับเช่นกินเหล้าได้มั้ย ถ้าต้องไปติดต่อลูกค้า? ฯลฯ หรือ ในระดับมหาวิทยาลัย ปวส ปวช เรื่องกินเหล้าแล้วเป็นเพื่อนกูต้องหมดไป หรือโชว์เก๋าแบบ on the rock เป็นแมนเต็มตัวต้องเลิกได้แล้ว นอกจากนั้นผู้ขายเองที่จะต้องเคร่งครัดกับอายุของผู้ชื้อด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;6.กินให้เป็น ..... กินอย่างไรให้ไม่เมา เช่นกินเหล้าไม่เกินกี่แก้ว ไม่ควรกินกับอาหารประเภทไหน ฯลฯ ทุกวันนี้คนกินเหล้าหลายคนกินเเบบโชว์เก๋าว่ากินมากเท่าไรก็ไม่เมาซึ่งเป็นแนวความคิดที่ประมาท (เพราะคุณอาจจะเมาแล้วไม่รู้ว่าตัวเองเมา) ความคิดที่ควรเป็น trend ของคนกินเหล้าก็คือ ผู้ที่อดกลั้นไม่ให้น้ำเมาบังคับคุณได้ต่างหากที่เก่งทีสุด &lt;span style="color:#ffcc33;"&gt;(เช่น ถ้าคุณประกาศว่า จะกินแค่ 3 แก้ว แล้วคุณไม่ติดใจในรสเหล้าหรือไม่เมาจนยอมให้แก้วที่4 ผ่านเข้าไปในลำคอคุณได้นั่นคือ ความสุดยอด...แต่ถ้าทำไม่ได้นั่นคือความล้มเหลว)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;อย่างไรก็ตามผมยังแอบเชื่อลึกๆว่ากุศโลบายของแนวคิดห้ามโฆษณาเหล้านี้จะประสบผล เพราะแม้อย่างที่ผมเขียนไว้ว่าเหล้าเป็นสินค้าที่มีความผูกพันทางวัฒนธรรม และยากจะต่อต้านในยุคสาดดดดดด เช่นเดี๋ยวนี้ แต่สมัยจอมพล ป. ก็เคยมีคำสั่งห้ามเคี้ยวหมาก...ซึ่งเป็นสินค้าวัฒนธรรมเช่นเดียวกัน และตอนหลังก็แทบจะสูญพันธ์ไปในที่สุด &lt;span style="color:#ffcc00;"&gt;(ผมเองก็เคยลองเคี้ยวอยู่ครั้งนึง แต่ปูนกัดปากกินข้าวไปไม่ได้หลายอาทิตย์)&lt;/span&gt;  ผมไม่สนับสนุนให้ใครกินเหล้า แต่อยากให้คนจะกินกินให้เป็นและรู้อย่างแท้จริงว่ามันมีโทษเป็นเช่นไร เพราะ มนุษย์ส่วนใหญ่จะได้เรียนรู้ และตระหนักอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อมีบทเรียนจากความสูญเสียเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-116215207084516713?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/116215207084516713/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=116215207084516713' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/116215207084516713'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/116215207084516713'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/10/blog-post.html' title='กูจะเหล้า(เล่า)...ใครจะทำไม???'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115998892167657903</id><published>2006-10-05T01:42:00.000-07:00</published><updated>2006-10-04T12:12:28.120-07:00</updated><title type='text'>เขาชื่อ Molte</title><content type='html'>5/10/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวันซืน ฝ้ายโทรมาชวนไปเป็นไกด์พาฝรั่งเที่ยว ไอ้เราก็ว่างจัดไปก็ดีเหมือนกัน อยากทำงานแล้วว่ะ คงไม่ต้องรอที่ทำงานเก่าแล้วมั้ง รอแบบไร้ความหวังเจงๆเลย ok กลับมาเรื่องไกด์ต่อ .. นัดเจกับฝ้ายแถวทองหล่อตอนประมาณบ่ายโมง บ่ายสองแล้วอ่ะ ฝรั่งคนเนี่ยเป็น German แต่พูด Eng เป็นไฟชื่อ MOLTE คนอังกฤษอ่านว่า โมว-ตี้ แต่พากษ์เยอรมันอ่านว่า ไมค์-ถะ เอาเป็นว่าเราพากษ์เสียงตามสำนวนอังกฤษแล้วกันนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนแรกฝ้ายกะเรากะว่าจะพาเขาไปเมืองโบราณ ตามสูตรของนักท่องเที่ยวเด๊ะ แต่พอเห็นทางด่วนก็เอาวะ ไปบางแสนดีกว่า เราก็ไม่ได้ไปมาหลายปีแล้วด้วย แถมอาจจะชวนไอ้กอร์มานั่งจ๋อเตี่ยมๆด้วยกันได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลืมบอกไปว่านายเมาท์เนี่ย เป็นฝรั่งที่ฝ้ายไปเก็บ เอ้ย!! ไปรู้จักที่เวียดนาม เพราะฝ้าย backpack ไปเที่ยวเวียดนามเดือนที่แล้วก็เลยรู้จักกัน พอนายเมาท์มาเที่ยวเมืองไทย ฝ้ายก็เลยต้องเป็นไกด์โดยเลี่ยงไม่ได้ วันต่อมาก็เลยเอาเราไปด้วยจะได้มีรถใช้..ซะหยั่งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอไปถึงบางแสนปุ๊ป เพราะว่าไม่ได้เอาชุดไปเปลี่ยนก็นั่งอยู่แต่ริมหาด นั่งดูทะเล เสียทีเจงๆ แต่ก็นะนั่งกินเบียร์ไปเรื่อยๆคนละขวด สุดท้ายนายเมาท์ ชาวเยอรมันเจอฤทธิ์พายุช้างสาร เอ้ย เบียร์ช้างจากไทยแลนด์เข้าไปก็เมาเป๋ พูดมากชิบหาย เป็น German ที่คอแป๊ปจริงๆเลย เราเองก็กินไม่ได้เยอะอ่ะนะ เพราะขับรถ ขวด (ใหญ่) ขวดเดียวก็พอ หลังจากนั้นก็นัดเจอกอร์ที่ศรีราชาขับรถไปอีกหน่อยนึงกว่าจะกินกันเสร็จ จ้อ เจี๊ยว จ๊าว กันเสร็จก็เกือบ 4 ทุ่ม ไอ้กอร์นี่ก็ take care เขาสุดๆค่าอาหารไม่ต้อง I'll pay for U ..เชด!!! เกลืออย่างกอร์ยังหวานได้ขนาดนี้ ..แต่ทีพวกกูเจือกไม่เลี้ยง อืมมมมมม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กว่าจะกลับถึง กทม ก็ 5 ทุ่ม เที่ยงคืน เหนื่อยๆๆๆๆๆๆ ตอนนี้นาย Molte ก็กลับบ้านเยอรมันไปละ เฮ้อ แล้วตูจะทำอะไรต่อดีล่ะ ชีวิตวันๆนี่มันน่าเบื่อจริงๆเน้อ เฮ้อ!!!&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115998892167657903?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115998892167657903/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115998892167657903' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115998892167657903'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115998892167657903'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/10/molte.html' title='เขาชื่อ Molte'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115955659355892857</id><published>2006-09-29T10:36:00.000-07:00</published><updated>2006-09-29T12:03:15.233-07:00</updated><title type='text'>เรื่องเล่าของน้องโน๊ต</title><content type='html'>30 Sept 06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย (intrend ซะ) ก็เลยหง่าวมากๆ ไม่รู้จะทำอะไร สงสัยได้เวลาต้องเริ่มนับ 1 ซะบ้างแล้ว หลังจากกลับมานิวซีแลนด์ก็นั่งกินนอนกินเป็นคุณชายผิวขาวอยู่บ้านทุกวันๆ....เริ่มเบื่อแล้วว่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันก่อนพี่ก๊ก พี่เจี๊ยบ  2 managers ที่ TTTC เรียกตัวเข้าไปคุยในร้านกาแฟ ...มาสัมภาษณ์กลายๆว่างั้น  เผื่อว่าต้องการกลับไปทำงานที่ Toyota Tsusho จริงๆ  จริงๆแล้วคนที่เรียกตัวกลับก็ไม่ใช่ใครหรอกนะ Mr. Hashimoto ..Department Manager เจ้าเก่านั้นเอง อืมมม์ ตูไปทำผลงานดีเด่อะไรไว้หว่า ติดอกติดใจกูจริงๆนะ  จะไม่ปล่อยตูไปแรดที่อื่นเลยเรอะ  ....แต่ถ้าจะให้กลับก็ยินดีครับ ไม่มีตังค์กินหนมแว้ว......&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่ก๊ก กับ พี่เจี๊ยบแอบกระซิบให้ไปไล่สอบ Toeic เพราะว่าของเดิม 620 มันไม่มีผลแล้วอ่ะ  ถ้า 700 up ตอนสมัครงานจะได้เงินเพิ่ม 1000 นึง per month  ก็เลย เอาวะ ไปสอบก็ได้ แล้วก็ได้จริงๆ ขอเท่าไร เอาเท่านั้น  705 คะแนน ... มันน่าจะดีกว่านี้อ่ะนะเพราะตอนสอบแบบว่าพึ่งตื่นมาเลย ประสาทยังไม่ทำงาน ง่วงมาก  แต่ไม่เป็นไร "ได้เท่าไรก็เอา"... โอว แหม  "ดำจัง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ 2 วันที่แล้ว อยู่ๆน้องโน๊ต เป็นอะไรก็ไม่รู้หน้ามืดไปเฉยๆ เรียกเท่าไรปลุกเท่าไรก็ไม่ฟื้น เสียบสายช่วยชีวิตก็แล้ว ปั๊มหัวใจก็แล้ว ไม่มีไฟเข้าสู่หัวใจน้องโน๊ตสักกะนิด เกือบจะร้องไห้ อย่าพึ่งจากตูไปไหนนะ อายุยังไม่ทันขวบนึงเลย....!!! เอ๊ะ ระลึกขึ้นได้!!! ยังไม่ครบขวบ ก็ claim ประกันชีวิตได้สิวะ ว่าแล้วก็จัดแจงกระเตงน้องโน๊ตขึ้นหลัง ไปด้วยกันทั้งสภาพไม่รู้สึกตัวนั่นแหละ  ไปถึงที่ Claimที่ฟอร์จูน ปุ๊ป ก็เจอหมอ  "ผมคงรักษาให้ไม่ได้ครับ ต้องส่งศูนย์ช่วยชีวิตเท่านั้น" โอววว !!! ไม่ๆๆๆๆๆ   เราจะพาน้องโน๊ตไปคืนชีพที่ไหนดี พี่พี่โรงพยาบาลอยู่ไหนครับ..... ตึก อื้อ จื่อ เหลียง ครับน้อง..... เอ่อ พี่มันอยู่แถวไหนอ่ะ ชื่อจีนๆหยั่งงี้ อยู่แถวหัวเฉียวแน่ๆเลย... สีลมน้องพระราม 4 .....อ้าว ถิ่นเก่าตูเอง โง่แล้วยังไม่รู้ว่าโง่อีกตูนี่โง่เหลือจะโง่จริงๆ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าแล้วก็จัดการแบกน้องโน๊ตที่หมดสติลงรถไฟใต้ดิน ไปถึงสีลม น้องโน๊ตหลับไหล แต่กรูเนี่ยเหงื่อไหล ร้อนก็ร้อน ฝนก็ตก เดี๋ยวแกฟื้นกูจะเอาไวรัสมาแจก ฮึ่ม !!(เพื่ออะไรวะเนี่ย)  มาถึงตึกอื้อ จื่อ เหลียง จนได้ ขึ้นไปชั้น 3 โอว คนไข้พร้อมผู้ป่วยเยอะมาก  น้องครับรับบัตรคิวนะครับ ...พี่ครับน้องโน๊ตหมดสติไปแล้ว ต้องเข้า ICU แล้วนะเนี่ย จะมารับบัตรคิวทำไมครับ มันต้องมีเปลมารับแล้ว....แต่บ่นไม่ได้ไม่งั้นผู้ปกครองคนไข้คนอื่นได้บ่นกันตาเขียวแน่นอน ..... จ๋อเดี่ยมๆอ่ะดีแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วก็ถึงเวลาพาน้องโน๊ตไปรายงานตัวกับคุณนางพยาบาล.....พี่ครับ ไม่รู้เป็นอะไรครับ อยู่ๆหน้าน้องโน๊ตก็มืดไปเฉยๆ ก่อนหน้านั้นก็แหกปากร้องเพลงอยู่ดีๆ อ่านหนังสือจากเครือข่ายรอบโลกตามปรกติ ....สงสัยอวัยวะภายในเสียหายค่ะ ต้องเปลี่ยน คงต้องนอนโรงบาลสัก 2-3 วัน.....โอว พระเจ้า จอร์จ เอาเลยครับ (^_^) แล้วผม claim ประกันสังคมได้มั้ยเนี่ย หรือว่าต้อง 30 บาทรครอบจักรวาล.....มีประกันค่ะไม่เสีย....เย้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลการวินิจฉัยปรากฎว่าน้องโน๊ต อวัยวะ mainboard เจ๊งต้องเปลี่ยนโดยด่วน และ ตอนนี้ออกจากโรงบาลมาอยู่เป็นเพื่อนกรูแล้ววววว..... คิดถึงนะเนี่ย อิอิ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115955659355892857?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115955659355892857/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115955659355892857' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115955659355892857'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115955659355892857'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/09/blog-post_29.html' title='เรื่องเล่าของน้องโน๊ต'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115876845098351149</id><published>2006-09-20T09:06:00.000-07:00</published><updated>2006-09-20T09:07:31.050-07:00</updated><title type='text'>ปฏิวัติรัฐประหาร</title><content type='html'>19/9/49&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ที่ต้องบันทึกลงไปอีกวันว่าประเทศไทยมีการ “รัฐประหาร” แต่จะยิ่งพิเศษกว่านั้นก็เพราะมันเป็นการรัฐประหารที่สงบเรียบร้อยที่สุดในประวัติศาสตร์นี่สิ  ไม่มีเสียงปืน ไม่มีคนเดินขบวน ทุกๆอย่างเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยกเว้นเป็นวันหยุดพิเศษหนึ่งวัน  และมีรถถังกับทหารมากมายเข้ามาในบริเวณเมืองหลวง   บอกตรงๆว่าเราก็คิดอยู่แล้วว่ามันต้องมีการรัฐประหารแน่ แต่เราไม่คิดว่ามันจะเป็นหน้าตาอย่างนี้น่ะสิ  อีกเรื่องนึงที่เราต้องยอมรับว่าเราก็ไม่อยากให้มันมีการรัฐประหารเพราะ แน่ๆล่ะมันคงไม่ดีแน่ที่จะมีความเสี่ยงเรื่องการจลาจล และความกดดันภายในท้องที่ รวมทั้งเรื่องเศรษฐกิจที่มันก็ทรงๆอยู่    แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อมองจากบริบทโดยรอบแล้ว ภายใต้เวลาและสถานการณ์ที่เป็นวันนี้และเวลานี้อาจจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการคลี่คลายสถานการณ์ความแตกแยกในประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                เหตุผลก็คือ วันที่ 20 เป็นวันที่จะมีการชุมนุมต่อต้านการกลับเข้าประเทศของกลุ่มพันธมิตร ซึงเป็นที่คาดหมายได้ว่าจะมีประชาชนมาชุมนุมกันมากมายเป็นประวัติการณ์  …เราไม่เคยเห็นด้วยเลยที่จะต่อต้านไม่ให้ทักษิณกลับประเทศ ทำไมน่ะเหรอ เพราะมันไม่แฟร์น่ะสิ ไม่ว่าอย่างไรกระบวนการยุติธรรมก็สมควรจะได้โอกาสในการทำหน้าที่ของมัน ถ้าทักษิณผิดเขาก็ควรจะได้รับโทษตามที่กฏหมายบัญญัติ ถ้าเขาไม่ผิดเขาควรจะได้โอกาสพิสูจน์ข้อกล่าวหา ….กลับเข้าเรื่องก่อนนะ  เมื่อมีการชุมนุมต่อต้าน ก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการชุมนุมของกลุ่มผู้สนับสนุนด้วยไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งหรือเป็นมือที่ 3 ก็ตามที โอกาสที่จะเกิดเป็นความขัดแย้งจนถึงขั้นสงครามกลางเมือง( civil war )เป็นไปได้สูงมาก … เพราะฉะนั้นการที่คณะปฏิรูปฯ เข้ามาแทรกแซงโดยชิงยึดอำนาจและสิทธิในการชุมนุมของทั้ง 2 ฝ่ายก่อนเหตุการณ์บานปลายอาจจะเป็นกุศโลบายที่ไม่มีทางเลือกมากนักก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สัญญาณเรื่องนี้ก็มีมาระยะนึงแล้ว ตั้งแต่เมื่อประมาณ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมาที่มีการตบเท้าของผบ ทั้ง 4 เหล่าทัพเข้าพบกันที่ สนง . ตำรวจแห่งชาติ  นั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มของการหาทางออกคราวนี้จากการสมมติฐานของผมนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องน่าแปลกใจบางประการที่ไม่มีใครสังเกตเลยประการหนึ่งคือ เมื่อวันที่ 19 เวลาประมาณ 22.00 ขณะที่ช่อง 9 แพร่สัญญาณเสียงการประกาศสภาวะฉุกเฉิน (Curfew) ของอดีตนายก ทักษิณ ทักษิณสั่งปลด พล.อ. สนธิ บุญฯ จากตำแหน่ง ผบ. ทบ. แล้วให้เข้าไปรายงานตัวกับ พล.ต.อ ชิดชัย วรรณสถิตย์….. - โดยให้ ผบ.สูงสุด เป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ - …….นั่นมองได้ว่า 1 . ทักษิณเองไม่รู้เลยว่า ผบ สูงสุดอยู่ในกลุ่มของคณะปฏิรูปฯ มองในอีกแง่นึงก็คือ ทักษิณซึ่งมีท่าทีระมัดระวังตัวตลอดตั้งแต่ตอนไปพม่า(อย่างกระทันหัน) ไม่ทันได้ระวัง หรือ 2 . เกิดภาวะเกลือเป็นหนอน (และตอนนี้หนอนโตกลายเป็นผีเสื้อแล้ว)ในกลุ่มคนรัฐบาลน่ะสิ ….แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ภายใต้จังหวะเวลานี้การรัฐประหารได้เกิดขึ้นมาแล้ว พร้อมกับความสงบอย่างไม่น่าเชื่อ … เพื่อนผมที่เป็นชาว Taiwan ส่งข้อความมาถามถึงสถานการณ์พร้อมกับสงสัยถึงความสงบเรียบร้อยที่เกิดขึ้น ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น  ในขณะที่ Taiwan ซึ่งเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกัน เกิดจลาจลวุ่นวายภายในประเทศ … เราหาคำตอบไม่ได้หรอกครับ เพื่อนชาวไต้หวันคนนี้พูดได้แค่เพียงว่าประเทศของคุณโชคดีที่มี a good king (จริงๆถ้าไม่เกรงใจเราต้องบอกว่า the best king ต่างหากล่ะ) ในขณะที่เขาไม่มีใครเป็นคนที่คอยยึดเหนี่ยว….&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้าย…ต้องขออนุญาตปิดฉากตำนานของรัฐบาลที่ขึ้นชื่อว่า ยิ่งใหญ่ที่สุดและอื้อฉาวที่สุดในประเทศไทย … สุภาษิตของคนโบราณยังคงสอนใจได้อยู่เสมอ … เมื่อความโลภเข้าครอบงำ จริยธรรมถูกทำลาย ความรับผิดชอบถูกละเลย สุดท้ายสิ่งที่เหลืออยู่จะมีแต่อดีตอันหวานชื่นและปัจจุบันที่เจ็บปวดเท่านั้น…&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115876845098351149?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115876845098351149/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115876845098351149' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115876845098351149'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115876845098351149'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/09/blog-post.html' title='ปฏิวัติรัฐประหาร'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115808328992597761</id><published>2006-09-12T10:26:00.000-07:00</published><updated>2006-09-12T10:48:09.946-07:00</updated><title type='text'>New Zealand - Bangkok :  the final destination</title><content type='html'>การเดินทางครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนช่วยให้เราไปแรดได้ไกลขนาดนี้  ทั้งป๊าและม้าที่สนับสนุนให้เราไปท่องเที่ยว นอกจากนั้นยังมีผู้อ่านอีกหลายท่านที่คอยสอบถามหาข่าวคราวมาปรนเปรอเด็กตูมอย่างสม่ำเสมอ ... ทำให้ไม่เหงา    ต่อไปจะเป็นยังไงก็ไม่รู้หรอกนะ จะมีการผจญภัยอีกหรือเปล่าก็บอกไม่ได้ แฟนเฟินจะมีรึเปล่าก็บอกไม่ได้อีก (เกี่ยวอะไรวะ)  ขอบคุณทุกคนที่รู้จักที่ทำให้เราสนุกสนานใน  New Zealand&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายแม้เมืองไทยจะอบอุ่น (อุ่นจนร้อนระอุ) แต่เราก็จะไม่ลืมความมิตรภาพแบบเย็นสดชื่นแบบนิวซีแลนด์แน่นอน เอาชื่อคุณปู่เป็นเดิมพัน (จะจบยังไม่วายเดือดร้อนท่านปู่อีกนะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยรักและระลึกถึงวันเวลาดีดีที่นิวซีแลนด์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตูม ... The Toom must go on.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115808328992597761?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115808328992597761/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115808328992597761' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115808328992597761'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115808328992597761'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/09/new-zealand-bangkok-final-destination.html' title='New Zealand - Bangkok :  the final destination'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115690882923631805</id><published>2006-08-29T20:29:00.000-07:00</published><updated>2006-08-29T20:33:49.256-07:00</updated><title type='text'>Boring Auckland</title><content type='html'>29/8/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาอยู่ Auckland ได้ 3 วันแล้วครับ เคยมาที่นี่ครั้งนึงแล้วก็จริง แต่กลับมาคราวนี้ความรู้สึกแย่ ไม่เหมือนคราวที่แล้ว อาจเป็นเพราะคราวที่แล้วมีเป้าหมายเพื่อมาเที่ยว แถมอยู่ในช่วง Easter ที่คนไม่ค่อยมไปเที่ยวกันหมด   แต่กลับมาคราวนี้มีเป้าหมายเพื่อมาหางานทำให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน ตอนออกมาจาก Christchurch ก็ใจหวิวๆนะเหมือนจากบ้านเกิดมายังไงไม่รู้ คิดถึง Christchurch มากอยู่มาตั้ง 8 เดือน ชินซะแล้ว…. Auckland กับ Christchurch ขนาดอยู่ประเทศเดียวกัน แต่ให้ความรู้สึกราวกับคนละทวีป  คนที่มาจากเมืองเล็กๆ  ช้าๆนิ่งๆ เนิบๆ ต้นไม้ครึ้ม ผู้คนเป็นมิตร ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม (Christchurch)อย่างเรา มาเจอ Auckland ที่คนก็เยอะ รถก็แยะ เสียงก็ดัง ผู้คนเดินกันเร็วๆ ดูไม่ค่อยจริงใจ แถมยังมีความรู้สึกว่าอันตรายทุกฝีก้าว….ผู้หญิงที่ว่าเฮี้ยวๆที่ Christchurch กลายเป็น นางสาวไทยไปเลยเมื่อเจอกับ เฮี้ยวๆแบบ Auckland  …..สภาพของเราตอนนี้เหมือนประมาณคนอำเภอ อมก๋อย เข้ามากรุงเทพ ยังไงยังงั้น  สิ่งที่ต่างกันระหว่าง Christchurch และ Auckland คือ Speed ของเมือง และไอ้ Speed ของเมือง Auckland นี่แหละที่กำลังจะทำให้เรา “บ้า”….&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปนอนแออัดอยู่ห้องใหม่ Pab มา 2 วัน ตอนนี้พึ่งจะย้ายออกมาอยู่ห้องรูหนูเก่าของ Pab แค่ move ของออกมาก็เหนื่อยแล้ว มีกระเป๋า 3 ใบน้ำหนักประมาณ  30 กก . move ออกมาคนเดียวมาขึ้นรถเมล์ เพราะชาวบ้านชาวเมืองทำงานหมด   แถมพอลงรถ ต้องลากกระเป๋าเดินทางจากใจกลางเมือง มาที่ flat อีกประมาณ 1 KM. มันก็คงไม่เหนื่อยเท่าไรหรอกถ้าทางมันจะไม่ใช่ทางแบบขึ้นเขาเกือบตลอด   สัมภาระหนัก 30 kg ลากไปลากมา มันธรรมดาซะที่ไหนล่ะ  สมบัติบ้าของกรู ทั้งนั้น …แถมมาถึง flat แล้ว lift เจือกใช้ไม่ได้อีก ขอโทษทีที่ห้องอยู่ชั้น 5   &lt;br /&gt;(-_-!!) อ่านว่าชั้น 5  okay !! วันนี้จะทดสอบความอดทนกูใช่มั้ย เอาเรียงหน้าเข้ามา เลือดเข้าตาแล้วเหนื่อยนะเว้ย กว่าจะถึงห้องซัดยาดมเข้าไปฟอดใหญ่ เป็นลม หมดสภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่ากันถึงเรื่องงานบ้างดีกว่า  …..ไม่รู้ว่าจะกลับเร็วกว่าที่กำหนดไว้หรือเปล่า เพราะว่านั่งคำนวณดูแล้ว รายรับอาจจะไม่ได้คุ้มค่ารายจ่ายน่ะสิ … ค่าที่พัก(ห้องรูหนู) 150 $ ต่อ Week …ไปเซ้งมาจากแป๊ป แป๊ปmove ไปอยู่ชานเมืองใกล้ที่ทำงานใหม่ …จริงๆแล้วก็กะจะไปทำงานที่ทำงานใหม่ของแป๊ปเหมือนกัน ติดอยู่อย่างเดียวว่า VISA เหลือแค่เดือนเดียว นายจ้างเขาก็ไม่เอา เขาจะเอา Long term เงื่อนไขนี่แหละ อุปสรรคสำคัญที่สุดในตอนนี้เลยและทำให้ต้องกลายเป็นคนเตะฝุ่นจนถึงตอนนี้….&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความตั้งใจแต่แรกเลย กะว่าจะมาหางานเพื่อเก็บเงินเป็นทุนไปสอบ IELTS และมันก็มีงานที่ร้านอาหารไทย ที่แป๊ป ทำงานอยู่เสนอมาเหมือนกัน 3 คืนต่ออาทิตย์ ไปทำมา 1 วันแล้วด้วย   ถ้าไม่เพราะว่ามีเรื่องราวเบื้องหลังบางอย่าง ก็คงจะทำแก้ขัดไปแล้ว  อย่างว่านะ ในต่างแดน คนที่เอาเปรียบคนไทยมากที่สุด จะมีใครถ้าไม่ใช่ไทยด้วยกัน….. หลังจากผ่านไป 2 วันดูท่าทางว่าทุนเก่าก็จะหาย แถมไม่มีทรัพย์ก้อนใหม่งอกเงยอีกต่างหาก มีแต่จะหมดลง …สถานการณ์เข้าขั้นเลวร้าย ต้องรีบตัดสินใจโดยด่วน ถอยเพื่อรักษายอดเงิน หรือ เสี่ยงเพื่อหวังว่าจะมีเงินเข้า…แต่แนวโน้ม น่าจะต้องถอยนะ  จะว่าป้อดก็ได้ ชีวิตไม่ได้เดินแบบหมากฮอส ที่เดินหน้าอย่างเดียว  บางทีถ้าถอยแล้วเสียหายน้อยกว่าสู้ เราก็ควรที่จะถอยให้เป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ไปคุยกับพี่เบลที่เป็น Manager เก่าของ PAB ที่ burger king (ปรกติ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง คนไทยด้วยกัน พี่เบลแกรับมาทำงานที่นี่หมด ถ้าไม่มีทางเลือก) แกยังว่ายากที่จะหางานทำถ้าเหลือ Visa แค่เดือนเดียว เพราะกว่าจะ train กว่าจะฝึกงาน กว่าจะเป็นงาน ก็ 1 เดือนละ   พอกำลังจะเป็น ..ก็ออกซะงั้น นายจ้างที่ไหนเขาจะเอา แถมปัญหาคือ  Visa แบบเราอนุญาตให้ทำแค่  20 ชม. นี่สิ แต่ของ Pab อันนั้น unlimited แค่นี้ก็ต่างกันมหาศาลแล้ว …มาลองนั่งคำนวณดู ถ้าเราทำ 20 ชม.max ที่รายได้ 10 เหรียญต่อ ชม. (ไม่ถึงด้วย) ก็จะได้ 200 $ หักค่ารูหนูไป 150 $ ก็เหลือ 50$ เอง (ในขณะที่ Pab มีหลาย option กว่า ทำได้ตั้ง 40 ชั่วโมงถ้าต้องการ) หักค่าlunch dinner etc .  มันขาดทุนตั้งแต่คำนวณอยู่ในกระดาษแล้วอ่ะ ทำไงดีๆ  …ก็ต้องไปหางานที่มันไม่เกี่ยวกับการเสียภาษี จ่ายเป็นเงินสดแล้วพวก Inland revenue office ไม่ตามมารังควาญ พูดง่ายๆก็ร้านอาหารไทยทั้งหลายนั่นแหละ …. แต่ก็อย่างที่เขียนไว้ข้างบนเช่นกัน  เหลือเวลาแค่เดือนเดียว มันหาคนจ้างยากนะพึ่งจะรู้   ยกเว้นแต่ว่าจะเฮงๆๆๆๆ จริงๆเท่านั้นแหละ (จากประสบการณ์ มันเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เฮ้อ) …ยิ่งหาได้ช้าเท่าไร เวลาใน VISA ใกล้หมด  โอกาสได้งานก็ยากขึ้นตามลำดับ ตอนนี้เหลือแค่ 28 วันเอง ต้องรีบคิดละ ก่อนที่เงินจะหมด ……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พึ่งจะมาตระหนักว่าVISA ที่เหลือ 1 เดือนเนี่ยมันไม่ได้มีความหมายเลยถ้าคุณจะหางาน (ถึงแม้ว่ามันจะอนุญาตให้คุณทำงานก็ตามที) นี่รวมทั้งเอกสารต่างๆด้วย ขนาดไปเข้าห้องสมุด ทำบัตรสมาชิกฟรี ยังทำไม่ได้เลยคิดดูสิ 1 เดือน  ไร้ค่าขนาดไหน เพราะต้องมีเวลาเหลือใน VISA 6 เดือนถึงจะทำได้….แย่จริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่แน่ว่าการเดินทางมา Auckland ก่อนกลับบ้านนี้อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดมากที่สุดตั้งแต่มาอยู่ NZนี้ก็ได้..แย่เนอะ อะไรก็ดีมาตลอด นึกว่าจะจบแบบ happy ending ดันจะจบแบบ Anti climax ซะได้ แต่ก็อย่างว่าถ้าอะไรมันจบแบบเทพนิยายหมด คนก็คงไม่ต้องทำอะไร นั่งฝันกลางวันจะดีกว่า นี่แหละหนา ชีวิต….&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115690882923631805?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115690882923631805/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115690882923631805' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115690882923631805'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115690882923631805'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/08/boring-auckland.html' title='Boring Auckland'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115658375187467545</id><published>2006-08-26T02:06:00.000-07:00</published><updated>2006-08-26T02:15:51.876-07:00</updated><title type='text'>Bye Bye Christchurch</title><content type='html'>26/8/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;bye bye Christchurch เศร้าพอควรอยู่มาตั้ง 7-8 เดือน คิดถึงห้องนอน คิดถึงหลายๆอย่าง คิดถึงเมือง ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;So long Andrew , Collen , Yong ha , Jason , Levi , Corney , Touch , Sebastian , pussy cat and etc. We might possibly see each other again in the near future .&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Bye Bye Christchurch . The place with a lot of remembrances . I promise I will come back again .&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Anyway , Good day Auckland . Here I come !!!!! any challenges , please come to me.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Toom&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115658375187467545?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115658375187467545/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115658375187467545' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115658375187467545'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115658375187467545'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/08/bye-bye-christchurch_26.html' title='Bye Bye Christchurch'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115641153384843960</id><published>2006-08-24T02:24:00.000-07:00</published><updated>2006-08-24T02:28:25.243-07:00</updated><title type='text'>Queenstown serie 5 # final : happy ending story</title><content type='html'>22/8/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffffff;"&gt;************ก่อนจะอ่านอันนี้ ใครที่ไม่ได้ อ่านทั้ง 5 ตอน ไปอ่านตามด้านล่างได้นะครับ ลงไว้พร้อมกัน จะได้ อรรถรสมากกว่าอ่านตอนนี้เพียงตอนเดียว *************************&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;17/8/06 วันนี้วันกลับ ไม่มีอะไรจะทำแล้วนอกจากขับรถกลับ CHC ซึ่งก็ตกประมาณ 500 – 600 กม. PAB ตื่นขึ้นมาตกใจเล็กน้อย เฮ้ย ทำไมคนที่นอนเตียงฝั่งตรงข้ามเป็นสาวญี่ปุ่น ถ้ารู้นะ …… (ประโยคหลัง ผมเขียนเติมเองนะครับ )!!! (จริงๆผมน่ะรู้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่แป๊ปไม่ได้ถามผมก็เลยไม่ได้บอก …..ท่านอนคุณเธอ X มากครับ) หลังจากทำอาหารเช้ากินกันเรียบร้อย check out เสร็จแล้ว ก็ได้เวลาบอกลา Queenstown กัน ขับรถออกมาจาก Queenstown แต่เราจะใช้เส้นทางเดินทางคนละเส้นกับขามา ซึ่งเป็นเส้นทางที่อาจจะอ้อมกว่านิดหน่อย แต่ไม่ต้องขึ้นเขาหลายลูกมากนัก (ตอนขามา หลายลูกจนเวียนหัว) กะจะแวะพักเอากลางทางที่ Waimate หมู่บ้านเล็กๆ เพื่อเติมพลังกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;….แต่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นระหว่างทางสู่ Waimate !!!!! เราเจอชายคนหนึ่งโบกรถระหว่างทาง แน่นอนสุภาพบุรุษจากเมืองสยาม ด้วยความโอบอ้อมอารี ย่อมหยุดและถามว่า where are u going? ใช่มั้ยล่ะ สุภาพบุรุษ Backpacker คนนั้นบอกว่า Omarama …. เอาล่ะวะ ทางผ่าน get aboard man มะ ขึ้น มา ….นายคนนี้เป็นชาว Argentina ครับ มีนามกรว่า Sebastian Veron ???? ไม่ใช่ละ จริงๆเขาชื่อ Sebastian Armando Tear ขอทักทายเป็นภาษาสเปนนะครับ Ola ola&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ่อหนุ่ม Sebastian อายุก็ 31 ปีแล้ว เรียนปริญญาโท สาขาการนวด !!! ‘massage ’ (เขาบอกงี้จริงๆนะ งงเลยไม่นึกว่าสาขานี้จะมีสอนถึงระดับปริญญาโทที่ Argentina ) เดินทางเที่ยวรอบโลก 1 ปี ตอนนี้ทำงานอยู่ที่ Queenstown ที่โรงแรม Sofitel มาแอ่วเมืองไทยเมื่อ 3 อาทิตย์ที่แล้ว พอรู้ว่าพวกเราป็นคนไทยปุ๊ป สวัสดีครับ ก่อนเลย (บทพูดบังคับ) ยิ่งรู้ว่าพวกเราจะเดินทางกลับ CHC แกดีใจมากบอกขอไป CHC แทน เหตุผลก็เพราะว่า แต่น แตน แต๊น เมื่ออาทิตย์ที่แล้วแกเจอสาว Argentinian คนนึงที่ Queenstown พบปะพูดคุย ถูกคอ สุดท้ายเขาและเธอกลายเป็นแฟนกัน แต่เนื่องจาก เธอเองก็ทำงานอยู่ที่ CHC ส่วนพ่อหนุ่ม Seba ดันทำงานอยู่ที่ Queenstown …ระยะทางกว่า 500 กม.และหน้าที่การงาน เป็นอุปสรรคขวางกั้นความรักของเขาและเธอ สุดท้ายทั้งสองต้องจำใจจากกันไป---- อ่านดูน้ำเน่ามั้ยครับ …..เน่ามากกกกก ยังกับน้ำในคลองแสนแสบที่ไม่ผ่านการพาสเจอไรซ์ ----- ยังครับ ยังเน่าไม่หนำใจ 1 อาทิตย์ผ่านไป Sebastian ทนเสียงหัวใจเรียกหาไม่ไหว สุดท้ายตัดสินใจลางาน แต่นายจ้างก็ช่างแสนทารุณ ทำร้ายจิตใจพ่อหนุ่มคนซื่อ ให้ลาได้แค่ 24 ชั่วโมง แล้วต้องกลับมาทำงาน พ่อหนุ่ม Sebastian ตัดสินใจเป็นไงเป็นกัน โบกรถ ด้วยหวังว่าจะทำให้เดินทางได้เร็วกว่ารถทัวร์ เพื่อหวังจะได้อยู่กับเธอได้นานขึ้นแม้เพียง 1 ชั่วโมง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดวงของพ่อหนุ่ม Sebastian ไม่ได้ตกอับซะทีเดียว เพราะมีโอกาสได้มาเจอเทวดาคู่หูดูโอดาราเอเชียอย่างJay (Pab) Chou และ เบ ยอง ตูม ….หลังจากเทวดาหน้าตาดีทั้งคู่ได้สดับรับฟังคำอ้อนวอนจากพ่อหนุ่มคนซื่อแล้ว จึงตัดสินใจแผลงศร !!! โทษทีครับ …ฉีกแผนการเดินทางแบบชิมไปบ่นไปทิ้ง มุ่งหน้ากลับ CHC ให้เร็วที่สุด ไม่ว้งไม่แวะมันแล้ว วิว เวว ไม่ต้องถ่าย -- ผลัดกันขับ ผลัดกันคุย สุดท้ายภายใน 6 ชั่วโมง Nissan Sunny คู่ใจพาเทวดา และ Backpacker in love มาถึง CHC จนได้ มีแอบให้ SEBA เสียวๆเล็กน้อย เพราะผมดันขับรถหลงไปหลงมาในเมือง แต่ก็นั่นแหละเราก็มาถึง Square ที่เป็นสถานที่นัดพบกันในที่สุด หลังจากนั้น ก็เป็นฉากจบ ตามสูตรสำเร็จของเทพนิยาย เจ้าชาย จูบเจ้าหญิงอย่างดูดดื่ม โดยมี คนแคระ 2 คนอย่างเราๆร่วมดีใจ (ทำไมเทวดากลายเป็นคนแคระเร็วจังวะ) ก่อนที่จะเจ้าหญิงจะไม่ลืมมาหอมแก้มคนแคระทั้ง 2 เป็นรางวัลตอบแทน (^_^)…..การเดินทาง serie นี้จบลงแบบหักมุม Happy ending มากๆ น้อยคนที่ได้เที่ยว ได้รับความสุขจากการท่องเที่ยวแล้วจะมีความทรงจำดีๆของการเป็นผู้ให้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท้ายสุด …. การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางที่สนุกมาก ไม่สำคัญว่าเที่ยวเมืองนอก หรือ เที่ยวเมืองไทย แต่ความสนุกที่ได้รับ และ ความยินดีที่ได้ให้ต่างหากที่ทำให้การเดินทางสั้นๆครั้งนี้สมบูรณ์…..งวดหน้า เราจะไม่เล่นบทเทวดาล่ะ เราจะเล่นเป็น hitchhiker in love บ้าง ดูซิว่าจะเป็นยังไง ………..รับสมัครนางเอกอยู่นะคร้าบบบบบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-----------จบภาค Queenstown series ----------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. ตอนนี้ได้ข่าวว่าเขาทั้งคู่ มาอยู่ด้วยกันที่ Queenstown แล้ว ประมาณธันวาคมนี้ วางแผนจะมาเที่ยวเมืองไทย ….เอากับคุณพี่สิ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115641153384843960?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115641153384843960/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115641153384843960' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115641153384843960'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115641153384843960'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/08/queenstown-serie-5-final-happy-ending.html' title='Queenstown serie 5 # final : happy ending story'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115641144819499923</id><published>2006-08-24T02:22:00.000-07:00</published><updated>2006-08-24T02:24:08.196-07:00</updated><title type='text'>Queenstown serie 4 # Chasing the ring</title><content type='html'>22/8/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;16/8/06 ตามที่สัญญาว่าจะพาผู้อ่านไปตามรอยแหวนแห่งกอนดอร์กัน ได้ฤกษ์เดินทางกันสักที location ที่เราจะไปนี้เป็น location ส่วนใหญ่ที่ใช้ในภาค 2 ของ Lord of the ring (the two towers) ส่วนใหญ่จะเป็นฉากในการอพยพผู้คนของเมือง Rohan เพื่อความเสมือนจริง เมื่อท่านอ่านเสร็จ ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว กรุณาย้อนกลับไปหา DVD หรือ CD ตอนนี้มาดูนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถานที่ที่เราไปมีชื่อว่า The deer park ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามีกวางแน่ๆ แต่นอกจากมีกวางแล้วใน the deer park ซึ่งเป็นภูเขานี้ก็มีสัตว์อื่นๆอย่างเช่น อัลบั๊กเกอร์ (เขียนภาษาอังกฤษไม่ถูก เป็นญาติกับตัวลามะ แต่ตัวเล็กกว่า สุภาพกว่า ขนปุกปุยคล้ายแกะ) ,ลามะ (ญาติผู้พี่ของอัลบั๊กเกอร์) , ม้าแคระ (ตัวนี้เคยดูรายการของญี่ปุ่นบอกว่าขายได้ 25ล้านเยนเชียวนะ) , แกะ , แพะ , กวางแดง ,ลา,ไก่ ,เป็ด ,  Bison แน่นอนทั้งหมดนี้ไม่ใช่สัตว์ท้องถิ่นแน่ๆ แต่มันก็อยู่อย่างค่อนข้างอิสระดี บนเขานี้เท่านั้นนะ …..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราแวะให้อาหารสัตว์พวกนี้เป็นจุดๆไป ที่ให้ยากที่สุดจนเผ่นขึ้นรถแทบไม่ทันก็คงจะได้แก่บรรดาแพะทั้งหลาย ที่กินกันค่อนข้างเถื่อน แทบจะขี่คอคนให้อาหารอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นแพะเด็กๆก็น่ารักมากครับอุ้มได้เหมือนอุ้มเด็กเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ไปถึงไหนสักที  เมื่อเราขึ้นไปถึงยอดเขาเราก็จะเห็นทิวทัศน์ของ Queenstown ทั้งเมืองรวมทั้งสนามบิน และ แม่น้ำ Shotover ด้วย …. มีเรื่องเล่าเป็นเกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับราคา real estate ที่นี่ว่าที่ดินทางที่จะมา the deer park นั้นติดอันดับที่ดินที่มีราคาสูงที่สุดของ NZ  เพราะว่าเป็นพื้นที่ที่รับแสงอาทิตย์ได้ดีที่สุดในตอนเช้า …..คิดเล่นๆ อย่างนี้คน NZ มาอยู่ภาคอีสานเรา มันก็แผ่นดินทองคำดีๆนี่เองเนาะ อิอิอิ  อีกเรื่องก็คือ พื้นที่ Queenstown นี้เป็นพื้นที่ที่มีการค้นพบแร่ทองคำที่มีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งในสมัยยุคตื่นทอง (Gold rush 1920s) เพราะฉะนั้นเมืองที่ไม่มีอะไรเลย แถมล้อมรอบด้วยเทือกเขาก็เลยกลายเป็นเมืองที่มีความหมายมาตั้งแต่นั้น ---- ตอนนี้ก็กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว (พัทยาแห่ง NZ ) ไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกเรื่องไปไกลอีกแล้ว วนกลับมาที่ตำนานแหวนต่อ Location ที่ใช้ที่นี่เป็นโลเกชั่นที่กองถ่ายหนังใช้เวลาประมาณ 3 อาทิตย์ถ่ายทำ มีฉากตั้งแต่อพยพชาวโรฮัน ไปจนถึง ฉากที่พ่อพระเอกตกเหวไหลไปตามลำธาร ซึ่งเหวจริงๆน่ะ มันไม่มีหรอก ฉากนั้นมีป้ายเขียนข้างหน้าว่า Cliff of Aragon แต่ความสูงมันแค่ เมตรกว่าๆแค่นั้นเอง กระโดดเล่นยังได้  เวทมนตร์แห่งโลกภาพยนตร์ทำได้ทุกอย่าง อย่าลืม !!!  เราพลาดลืมถ่ายรูปมา …ไม่น่าเลย แต่ก็ถ่ายกับฉากอื่นๆไว้บ้าง รวมถึงบางฉากที่ไม่มีในหนังแต่ปรากฏใน uncutted version ก็ถ่ายมาให้ดูไว้เปรียบเทียบกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตามนะ LOR ไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่มาใช้ที่นี่ถ่ายทำหรอก เรื่องแรกจริงๆคือเรื่อง The rescue ในปี 1987 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการช่วยเหลือตัวประกันที่ถูกเกาหลีเหนือจับตัวไป ยังมีฉากเหลือเป็นอาคารไว้ให้นักท่องเที่ยวแวะไปดู (เขาว่ากองถ่ายลงทุนฉากนี้ไปประมาณ 1ล้าน $ ประมาณ 25 ล้านบาทไทยได้) ไปเห็นก็จะตกใจ ขึ้นไปบนยอดเขาประเทศ NZ ดันมีรูป คิม จอง อิล (ใช่ป่าวหว่า) หราเต็มหน้า เรามาอยู่เกาหลีเหนือตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย  ….&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้นเห็น Bryan ----Guideของ trip นี้เล่าว่าไม่นานนี้มีวงดังของอินเดียมาถ่ายมิวสิควีดีโอที่นี่ (ดีครับ อินิจาน วิ่งไล่กันไปกันมา ซ่อนหากันทั้งภูเขาเลย ตาม concept ของมิวสิควีดีโอแขกเขาล่ะ) ภูมิประเทศที่นี่อากาศค่อนข้างดี อุณหภูมิพอเหมาะ ไม่หนาวหรือร้อนเกินไป ค่าใช้จ่ายค่อนข้างถูก (เทียบกับยุโรปหรือ อเมริกา)และฤดูกาลค่อนข้างตรง ไม่ผันผวน สามารถคาดการณ์ได้ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กองถ่ายมักจะเลือกเอา Location ที่ Queenstown เป็นที่ถ่ายทำครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะหลังจากเรากลับมาจากหาแหวนแล้ว(หาไม่เจอตามระเบียบ) ก็ต้องมาหาอะไรกินกันกลางวันหน่อย มื้อนี้(ไม่)แอบไฮโซเดินเข้าร้านอาหารไทยที่ PAB แสนจะเบื่อหนักหนา แต่Pab บอกว่าวันนึงอาจจะย้ายมาทำงานที่ Queenstown เราก็เลยเข้าไปหาอะไรกินและสอบถามเป็นข้อมูลไว้ก่อน   ร้านอาหารที่เราเข้าไปเนี่ย ชื่อร้านตำหนักไทย เปิดเพลงลูกกรุงประเภท แจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์ บรรยากาศก็โคตรไทยเลย แทบจะนั่งพับเพียบ หยิบกระติ๊บกินกันอยู่แล้ว แต่ reception  ดันหน้าคล้ายเกาหลี  สุดท้ายแอบเห็นพ่อครัวคนไทย 3 คน เลยไปยืนคุยด้วย ใช่เลย !! เจ้าของเป็นคนเกาหลี !!!   หลังจากคุยกับพี่ๆเขาเสร็จได้ความว่าเมืองนี้มีคนไทยอยู่ประมาณ 30 คน ทุกคนอยู่หลังครัวหมดเลย (กูว่าแล้วเชียว)  หลังจากกินข้าวกลางวันเรียบร้อย ก็โบกมือลาพี่ๆที่ร้านตำหนักไทย ก่อนขึ้นไปเล่น Gondola และไปเล่น Luge ……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Gondola มันก็คือกระเช้านั่นแหละครับ  Queenstown เนื่องจากอยู่ทางตอนใต้อากาศจะเย็นกว่าตอนเหนืออย่าง CHC นิดหน่อย แต่บนพื้นจะไม่มีหิมะ   เมื่อเราขึ้นมาบน Gondola ขึ้นไปเรื่อยๆก็จะเห็น หิมะอยู่ทั่วไป นอกจากนั้นรอบๆ Gondola ก็จะมี Bungy jumping ด้วย แต่ไม่เอาแล้วครับ bungy jump บนนี้ไม่มีน้ำเห็นแต่เหว แถมสูงมากๆ 200 กว่าเมตร ถ้าโดดเหมือนตอน Auckland ก็อาจจะต้องชั่งน้ำหนักกันนานหน่อย ไม่โดดดีกว่า ครั้งเดียวพอมันแพง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะได้เล่น Luge สักที Luge ก็คือรถที่ไหลลงมาตาม track บนเขานั่นแหละครับ รู้สึกเมืองไทยก็มีที่โคราช ที่นี่ เล่น Luge พร้อมขึ้นกระเช้า + Gondola  ก็เสียประมาณ 36 เหรียญได้เล่น Luge 5 รอบ เบื่อกันไปข้างหนึ่งสนุกสนานมาก ทำอย่างกับตัวเองเป็น แป๊ป ชูมักเกอร์  กับ เฟอร์นันตูม อลองโซ่ไปได้ หลังจากเล่นครบ 5 รอบ เราถ่ายรูปบนยอดเขาอีกนิดหน่อยก่อนนั่ง Gondola ลงมาเดินในเมือง แวะส่ง postcard เล็กน้อยก่อนจะกลับที่พักทำกับข้าว ไก่กระเทียมพริกไท กับ ไข่เจียว กินกัน อิ่มสบายท้อง ….หนังท้องตึงหนังตาหย่อน หลับ…จบไปอีกหนึ่งวัน วันพรุ่งนี้เดินทางกลับ มาติดตามกันครับว่า serie เรื่องสั้นนี้จบแบบไม่ธรรมดาอย่างไร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115641144819499923?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115641144819499923/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115641144819499923' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115641144819499923'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115641144819499923'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/08/queenstown-serie-4-chasing-ring.html' title='Queenstown serie 4 # Chasing the ring'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115641137056859651</id><published>2006-08-24T02:19:00.000-07:00</published><updated>2006-08-24T02:22:50.586-07:00</updated><title type='text'>Queenstown serie 3 # Mt.Cook - Queenstown</title><content type='html'>21/8/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;15 /8/06  วันนี้เป็นวันที่จะเรียกว่าสนุกที่สุดที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ก็ว่าได้ โดยเรื่องของเรื่องคือเราต้องเริ่มเดินทางออกจาก Mt.Cook ตั้งแต่เช้า เรียกว่าต้องออกเดินทางให้เช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ว่าอย่างนั้น เพราะ มีหลายๆอย่างที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำ ทั้งเล่นสกีและอีกเรื่องคือวันนี้เป็นวันที่เดินทางกันค่อนข้างไกลร่วมๆ 400 กิโลเมตรได้ เพราะฉะนั้นอย่าช้าอยู่ไย ตื่นเร็วๆรีบๆบึ่งไปดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอด Mt.Cook เรียบร้อยแล้ว(งดงามรามเกียรติ์มาก) ก็ได้เวลาที่ สองหนุ่มดูโอคู่หูคู่ฮา Jay (Pab) Chou และ เบ ยอง ตูม  จะออกเดินทาง  !!! แต่ช้าก่อน  !!!  ถ้ามันง่ายขนาดนั้นก็คงจะดี  … อุปสรรคประการแรกคือ รถของเรากลายเป็นน้ำแข็งไปซะแร้ววววว  กระจกโดนน้ำแข็งเคลือบมองไม่เห็น (ใช้ที่ปัดน้ำฝนไม่ได้นะครับ) ครั้นจะเอาน้ำจากท้ายรถ หรือ น้ำจากที่ปัดน้ำฝนฉีดไปที่กระจกก็แล้วใหญ่ ฉีดปุ๊ปแข็งปั๊ป ทางเดียวก็คือ ไปเอาน้ำร้อนจากทางโรงแรมมาราดซะ  แล้วก็ขูดๆๆๆ น้ำแข็งออก กว่าจะเสร็จเรียบร้อยก็ล่อไปเกือบครึ่งชั่วโมง มือแข็งไปหมด (อุณหภูมิข้างนอกประมาณ –5)  เอาล่ะล้อหมุนได้สักที หลังจากออกเดินทางมาจาก Mt.Cook สังเกตอย่างหนึ่งว่าที่นี่จะมีนกประจำถิ่นอยู่คือ เหยี่ยว เห็นได้ทั่วไปตลอดทางเป็นดาราบนฟากฟ้าเลยว่างั้น บางตัวก็มากินซากสัตว์ที่ตายอยู่ข้างทาง  แต่เราถ่ายไม่ทันสักที กรรมจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะตัดฉับมาที่ระหว่างทางกันดีกว่า NZ  เส้นทางที่เราจะไปเนี่ยอยู่ใน region ที่เขาเรียกกันว่าเขต Otago ซึ่งเขาให้ฉายาว่า region of difference คือ ระหว่างทางเช่น Lindes ‘s pass ซึ่งรอบล้อมเราด้วยภูเขา ก็จะมีหิมะมันทั้งปี ขาวจั๊วไปหมด แต่พอขับผ่านไปแค่ 5 นาที อ้าว!! แห้งๆอีกแล้ว หรือ เมือง Omarama เมืองเล็กๆระหว่างทางก็ได้ฉายาว่า City of the sun หรือ light  อะไรประมาณนี้  ตามใจคนตั้งชื่อแล้วกันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครที่มาเที่ยว NZ โดยเฉพาะเกาะใต้อาจจะประหลาดใจเล็กน้อยว่าทำไมระหว่างทางมันจะมี สะพาน เลนเดียว เพื่อข้ามแม่น้ำหรือ ลำธาร ทำไมไม่ทำ 2 เลน คือสะพานเหล่านี้มันจะมี ทางเอกทางโทเพราะฉะนั้นถ้าเป็นรถอยู่ในทางโท แต่บังอาจไปข้ามก่อนรถทางเอก ก็จะโดนเจ้าถิ่นด่าพ่อเอาได้ เพราะฉะนั้นศึกษากฎระเบียบการขับขี่ที่ NZ มาสักนิดนะครับ ส่วนเหตุผลที่ทำแค่เลนเดียวผมเดาเอาว่าเพื่อประหยัดงบประมาณมั้งเพราะเป็นทางที่ไม่ได้การจราจรหนาแน่น นานๆจะมีรถสักคันผ่าน ทำเลนเดียวก็ใช้งบประมาณครึ่งเดียวจริงมั้ยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราแวะเติมพลังที่ Tarras เมือง….เอ่อ !!  จริงๆเรียกว่าเมืองไม่ได้ ต้องเรียกว่าชุมชนเล็กกกกกกกกกมากกกกๆๆๆๆ ทั้งชุมชนมีบ้านอยู่  3 หลัง ร้านค้า 1 ร้าน….แค่เนี้ย ซื้อนมกินกันเป็นอาหารกลางวัน ช้าไม่ได้แล้วครับเดี๋ยวอดเล่นสกี  เราทำเวลากันได้เร็วทีเดียวนะ (ตาม speed limited ของ NZที่ 110 กม. ถ้าตรงไหนทางมันเป็นใจก็เกินนิดๆ  ถ้าเห็นตำรวจลิบๆก็กดสัก 100 ตามมารยาท ) 250 กม. จาก Mt.Cook มาถึง Wanaka ในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเอง  ระหว่างทางไป Wanaka มันก็จะมีแต่ทุ่งๆๆๆแล้วก็ทุ่ง เกษตรกรรมที่นี่เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก ระบบจ่ายน้ำที่บ้านเราใช้หมุนๆเหมือนในสนามหญ้า หรือแบบน้ำหยด เป็นแบคทีเรียไปเลยเมื่อมาเจอ Sprinkler ขนาดยักษ์เป็นแนวยาวๆขนานกับแนวไร่ที่นี่  …..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Wanaka เนี่ยมีที่ๆต้องไปอยู่ที่หนึ่งคือ Puzzling world จากชื่อก็พอจะเดาออกว่ามันต้องเป็นอะไรที่เกี่ยวกับพวกตัวต่อ หรือ เชาวน์หน่อยๆ นั่นล่ะ เราตรงดิ่งเข้าไปเลย ที่ข้างหน้าจะมีหอเอนแห่ง Wanaka อยู่ เป็นที่ที่ทุกคนต้องมาถ่ายรูปด้วย รูปที่ออกมาก็จะประมาณว่าเราแบกไอ้หอนี้ทั้งหอไว้ด้วยแรงของเราคนเดียวเลยนะ อะไรประมาณนี้ เป็นเรื่องของมุมกล้องนะครับ  พอเข้าไปมันจะมีหอคอยที่เขาต่อแบบเอาห่วงเรียงลำดับไว้ (ทำจากห่วงเรียงจากใหญ่ขึ้นไปเล็ก) เหมือนง่ายๆ แต่เขาเขียนซะเวอร์ว่าใช้เวลากว่า 700,000ล้านปีถึงจะทำสำเร็จ …ท่าทางจะทำตั้งแต่สมัยพระเจ้าเห็บพระเจ้าเหานู่นเลย   เอาล่ะเข้าไปดูต่อ อธิบายอย่างละเอียดเลยนะเนี่ย  ทางเดินจะพาเราไปเจอโลกสามมิติ คงไม่ต้องอธิบายนะครับว่าเป็นยังไง ข้าม ๆๆๆๆ หลังจากนั้นก็เข้าไปดูกำแพง !!!  เป็นกำแพงที่เขาทาสีแล้วลวงตาคือ ถ้าเราอยู่ไกลๆจะเห็นว่ารูปอิฐที่เขาวาดไว้มันเอียง แต่ยิ่งเราเดินไปใกล้กำแพงมากขึ้นมันจะยิ่งตรงๆๆๆๆๆ จนเหมือนว่ามันก็เสมอกันดี …. เดินต่อไป….. คราวนี้เป็นห้องคนมีชื่อเสียง ถ้าเข้าไปห้องนี้จะเหมือนว่ารูปทุกรูปหันมองมาทางเราไม่ว่าเราจะเดินไปไหน … อันนี้ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไร รู้ว่าเป็นเรื่องของมุมหักเห เคยเห็นที่เมโทร (เจ๊งไปแล้ว)ตั้งแต่สมัยเด็กๆ …..ต่อไปเป็นห้องเอียงคือเข้าไปเราจะเดินตัวเอียง งงมั้ยครับ เอาเป็นว่าดูรูปประกอบดีกว่านะ  ในห้องนี้มันจะขัดกับหลักการฟิสิกข์ธรรมชาติทั้งห้องเลย เช่น น้ำไหลจากที่ต่ำไปที่สูง และก็เรื่องเกี่ยวกับแรงดึงดูด (ตัวไม่ได้ลอยนะครับ) …ต่อไปๆ…. เป็นห้องที่ทำให้คนเป็นคนแคระและมนุษย์ยักษ์ คือ คนที่ยืนอยู่ฝั่งหนึ่งจะกลายเป็นคนยักษ์ แต่ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งเป็นคนแคระ จริงๆอันนี้ผมรู้ทริกหละ แต่ให้เดาเอาเองว่าทำยังไง ….. เอาล่ะ นำเที่ยวมาปวดเยี่ยว ต้องเข้าห้องน้ำใช่ไหมครับ …ช้าก่อน!!! หลายคนมาที่นี่ เดินทางหลายร้อยกิโลเมตรแค่เพื่อมาดูห้องน้ำ อยากรู้ว่าห้องน้ำที่นี่เป็นยังไงดูรูปภาพประกอบเอาเองละกัน หาผมให้เจอด้วยนะ กำลังเบ่งอยู่เลย อิอิอิ …จริงๆมีทางวงกตที่เขาท้าให้เราเล่นด้วย แต่เรากลัวจะติดอยู่ข้างในนานเกินไป ไม่เป็นไร ข้ามไปเลยละกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราแวะหา Information centre นิดหน่อยเพื่อถามข้อมูลเรื่องสกี เพราะบางที่บางเวลารถไม่มีโซ่ เช่นเราๆจะขับขึ้นไปข้างบนไม่ได้ เพราะฉะนั้นกันเหนียวไว้หน่อยดีกว่า และก็ได้รับข่าวดีว่าวันนี้ทางสะดวก ปลวกไม่มี ขับรถขึ้นไปได้เลย ด้วยความดีใจก็บึ่งรถไปเลยครับ ลืมดูเกน้ำมันว่าลูกควบครึ่งลูก !!! ไม่ใช่แล้ว!!!  …ลูกผีลูกคน 34 กม. จาก Wanaka เรามาถึง ทางขึ้น Cardona ski field จนได้ แค่ทางขึ้นนะครับ ขับรถขึ้นเขาไปอีกประมาณ 8 กม. ย้ำ!!! ขึ้นเขาลูกเดียว 8 กม. สูงมากกกกก สูงจากระดับน้ำทะเล ตามข้อมูล ประมาณ 1,800 กว่าเมตร หลังจาก ขึ้นเขาไป เสียวไป ลุ้นเรื่องน้ำมันไป ในที่สุดมาถึง ski field สักที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรามีเวลาเล่นแค่ 2 ชั่วโมงเองครับ (แต่เยอะมากสำหรับผมนะ) หลังจากเช่าอุปกรณ์อะไรเรียบร้อยแล้วก็ลง field กันเลย โดยมี Pab เป็น trainer แป๊ปบอกว่าปรกติเวลาเขาสอนเขาจะบอกเป็นCode เช่น จะให้หยุดก็พูดว่า Pizza ไปข้างหน้าก็ Frenchfries เป็นต้น ผมก็เอาบ้างสิครับ Pizza french-fries  etc. แต่จากประสบการณ์กีฬาที่เกี่ยวกับการทรงตัว (ยกเว้นจักรยาน) ตั้งแต่ ice skating , roller blade ล้มเหลวมาทุกอย่าง เพราะฉะนั้นสกีก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นล้มเหลวเช่นเคย หงุดหงิดตั้งแต่เรื่องอุปกรณ์เพราะ  Boots กับ สกี มันหลุดออกจากกันทุกครั้งที่ล้ม (ธรรมดาล้มแรงยังไงมันก็ไม่หลุดนะ)  กว่าจะใส่เข้าไปได้ตะคริวก็จะกินเอา  มีเรื่องขำๆตอนเล่นสกีเนื่องจากเป็นมือใหม่ มันก็จะปีนไม่ขึ้นใช่มั้ยล่ะ มันก็ไหลลงท่าเดียวเลย ไอ้เราก็ทำอะไรไม่ได้ก็ต้องบอก บ๋ายบายแป๊ป เจอกันข้างล่างนะ ปรากฏว่าแป๊ปก็บอกบทระหว่างทาง Frenchfries pizza pizza pizzzaaaaaa โว้ย จำไม่ได้แล้วเว้ย สิบล้อมาแล้ว…สองแถวที่ขวางอยู่หลบหน่อยยยยยยยยยย โชคดีไม่ชนใครแต่ตูมกลิ้งไปทาง สกีไปทาง poles (ไม้ค้ำ) ไปอีกทาง เป็นที่อนาถใจแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก ใครที่เคยดูโนบิตะเล่นสกี ..สภาพนั้นเลยครับ…… ส่วนคุณแป๊ปน่ะเหรอครับ ด้วยความเชี่ยวชาญขึ้นไปบนยอดเขาเรียบร้อยแล้ว เก่งจริงๆพ่อคุณ …..จบๆๆๆๆพอกันทีเรื่องสกีแค่นี้พอ สมเพศตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนขากลับเรากลับมาเติมน้ำมันที่ Wanaka เพราะระยะทางสั้นกว่าไป Queenstown กันเหนียวไว้ก่อน ได้ถ่ายรูป Lake Wanaka เล็กน้อย ก่อนมุ่งสู่ Queenstown เราเจอพ่อหนุ่ม นักเรียนอังกฤษโบกรถ ด้วยความอยากเรียนภาษา เราก็เลยลากเขาขึ้นรถ พ่อหนุ่มคนนี้มีนามว่า Fred เรียนอยู่ที่ Bristol  U. ภาควิชาประวัติศาสตร์โลกศตวรรษที่ 20 Fred มาเที่ยว NZ ได้ 2 เดือนกว่าละ น่าอิจฉาจริงๆ เป็นแฟนทีม Westham แกบอกว่าสักวันแกจะมาเที่ยวเมืองไทยให้ได้เพราะของถูกมาก เอ้า สาวๆขอบัตรคิวด้วยนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างทาง Wanaka – Queenstown มีช่วงหนึ่งมีราวตากชุดชั้นในผู้หญิงเป็นแนวรั้วยาวอยู่ข้างทาง คุ้นๆอยู่เหมือนกันว่าเคยฟังข่าวว่าเจ้าของ idea รับบริจาค Bra จากทั่วประเทศเพื่อการกุศลอะไรสักอย่าง มาเห็นก็เอ้อ เหอ โอ้โห อู้หู ย้าวยาว เสียดายพอเอารูปมาลงใน com แล้วภาพมันไม่ชัดก็เลยลบทิ้งไปก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กว่าเราจะถึง Queenstown ก็เล่นเอาหัวค่ำ Check in ที่ YHA lake front และบอกลา Fred เสร็จเราก็เอาสัมภาระไปเก็บกันในห้อง แต่ว่าห้องพักวันนี้มีพวกฝรั่งอยู่เยอะ กลิ่นอับโคตร ไม่ไหวๆ รับไม่ค่อยได้  ช่างมันออกไปหาของกินแล้วก็นอนๆซะ วันพรุ่งนี้จะไปตามหาตำนานแห่งแหวนกัน……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล.รูปลงให้แล้วที่ &lt;a href="http://www.zorpia.com/thitipan"&gt;www.zorpia.com/thitipan&lt;/a&gt; นะครับ เชิญดูกันให้เบื่อ NZ กันไปข้างเลย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115641137056859651?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115641137056859651/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115641137056859651' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115641137056859651'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115641137056859651'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/08/queenstown-serie-3-mtcook-queenstown.html' title='Queenstown serie 3 # Mt.Cook - Queenstown'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115631820368620673</id><published>2006-08-23T00:22:00.000-07:00</published><updated>2006-08-23T00:30:03.690-07:00</updated><title type='text'>Queenstown series 2 # Snow at Lake Tekapo – Mt.Cook</title><content type='html'>18/8/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่ากันต่อถึงวันที่ 2 ของการเดินทางกันเลยดีกว่า (14/8/06) ยังคงอยู่ที่ Lake Tekapo ในช่วงเช้า เพราะว่าจริงๆแล้วเรา 2 คนมีแผนจะไปเล่นสกีที่ Roundhill Skifield ก่อนจะเดินทางไปถึง Mt.Cook (ตามคำแนะนำของ Hara san ) แต่ถ้า trip มันเรียบง่ายขนาดนั้น trip นี้ก็คงจะจืดพิกล เบื้องบนก็เลยส่งหิมะมาทำให้ยุ่งยากซะอย่างนั้น ตกหนักตั้งแต่ค่ำมืด ถึงว่าสิสงสัยตั้งแต่เช้าแล้ว ทำไมมันหนาวๆพิกล เปิดประตูออกไปขาวไปหมดเลย  ขนาดเดินไปถ่ายรูปเล่นๆข้างนอกยังแทบจะจมไปในหิมะ ไม่ต้องพูดถึงรถ  โดนหิมะห่อไว้เรียบร้อย  มีข่าวร้ายนิดหน่อยว่าวันนี้ทางไป Roundhill ปิดก็เลยอดเล่นสกี ต้องเข้าไปนั่งกินข้าวและวางแผน วางตารางใหม่  ก่อนจะได้แผนว่าไป Mt. Cook ก่อนแล้วหาสกีเล่นข้างหน้าแทนละกัน  ส่วนข่าวดีก็คือสภาพถนนไม่ได้เลวร้ายมากขนาดต้องใช้โซ่ (ไม่ได้เอาไปด้วยนี่สิ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเสียเวลาประมาณชั่วโมงกว่าเดินเล่น พร้อมกับถ่ายรูปท่ามกลางหิมะ (สมใจแป๊ปเขาล่ะ) พร้อมกับส่ง Postcard  แล้ว ก็ได้เวลาบอกลา Lake Tekapo กันสักที เพื่อมุ่งหน้าไป MT.Cook  เป็นเรื่องแปลกดีว่า ที่ Lake Tekapo หิมะตกหนักมากแบบไม่ลืมหูลืมตา แต่ทางไป Mt. Cook หลังจากออกมาจาก Tekapo แค่ประมาณ 10 นาที ดันไม่มีหิมะสักเม็ด ไม่มีแม้แต่ร่องรอย  New Zealand นี่แปลกดีแฮะ เนื่องจากวันนี้แผนเปลี่ยน  เรามีเวลาว่างมากเราก็เลยได้แวะถ่ายรูปกันกระจาย ทั้ง Lake Pukaki รวมทั้งทิวเขาต่างๆรายรอบ เรียกว่า หยุดกันเป็น 10 จุดว่างั้น ระยะทางแค่ 100 กม . ซัดไปเกือบ 2.30 ชม. กว่าจะถึง  Mt.Cook มรดกโลกหนึ่งใน 2 แห่งของ NZ เขาล่ะ อีกแห่งหนึ่งคือ Milford sound (เอ๊ะ หรือมีมากกว่านั้น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้เราเข้าพักกันที่  YHA Mt.Cook  Backpackers accommodation ระดับ 4 ดาวครึ่งที่เจ๋งมากๆๆๆๆ ใครมีโอกาสไป NZ ถ้าไม่ติดหรู แนะนำให้ไปพักที่นี่เลย สะอาดและดูดีมาก  เข้าไปถึงปุ๊ปก็เข้าหาครัวกันก่อนเพราะยังไม่ได้กินข้าวกลางวันกัน บ่าย3โมงแล้ว เมนูมื้อนี้เป็น ต้มยำไก่ กับ ไข่เจียวปลาทูน่า  ฟังดูไฮโซไหมครับ แต่ช้าก่อนวันนี้ข้าวแฉะไปนิดครับ ถึงกับข้าวจะ work แต่ข้าวแค่พอ(แดก)ได้เท่านั้น ….ล้มเหลวๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้เรามีเพื่อนจากไต้หวันคนนึงที่เข้ากับPab ดีอย่างกับ สนธิทักษิณ ชื่อ Peter จำชื่อจริงไม่ได้ละ   ถ้าใครพอจะรู้จัก Pab จะรู้ว่า Pab เนี่ยบูชาเพลงจีน กราบไหว้ Jay Chou ราวกับพ่อกับแม่ ขนาดสติ๊กเกอร์เขียนแสดงความเป็นเจ้าของอาหารที่YHA แทนที่จะเขียนชื่อ Pab หรือ Toom ดั้นเขียนว่า Jay chou คิดเอาเองละกันครับ  ส่วนนาย Peter นี่ธรรมดาที่ไหน เป็นคนไต้หวัน มีเพื่อนคนไทยเยอะแยะ แถม MP3 ของแกเล่นมีเพลงไทยซัดเข้าไปครึ่งนึงแล้ว ไล่มาเลยโบ สุนิตา พี่เบริ์ด โฟร์ มด ฯลฯ ทั้งที่ 2 คนนี้ก็ฟังไม่รู้เรื่องหรอกนะ ตลกดี คนนึงหน้าไทย อยากเป็นเจ๊ก อีกคนเป็นเจ๊ก แต่อยากเป็นไทย  (-_-!!) แต่ Peter แกนิสัยดีครับ เป็นคน friendly น่าคบหามากคนนึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนอีกกลุ่มนึงอันนี้เป็นฝรั่งที่พักห้องเดียวกัน อันนี้เป็นกลุ่มที่ตูมไปนั่งจิบเบียร์ด้วยกันตอนกลางคืน ประกอบไปด้วย Ulrach อาจารย์มหาลัยที่เยอรมัน , Ron หนุ่ม Aussie  , Dave backpacker ชาว Wales และ Christina นักศึกษาอเมริกัน  Ron นี่กวนตีนเอาเรื่องครับแต่เห็นกวนตีนขนาดนั้น กลับเป็นคนที่สนใจเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศพอสมควร ยอมรับว่าเก่งครับ เราเริ่มบทสนทนาด้วยการถามคำศัพท์ยาวที่สุดของแต่ละประเทศ  คำถามนี้ง่ายมากเจอชื่อ เมืองหลวงของพี่ไทยไปก็ชนะเลิศแล้วครับ  หลังจากนั้นก็เรื่องซีเรียสล้วนๆ การเมือง อัตราการว่างงาน ราวกับว่าเรามาประชุมวิชาการนอกสถานที่อย่างงั้นแหละ แต่สนุกดีครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าไปแล้วที่ Mt.Cook เนี่ยบอกตรงๆว่าจะไม่มีกิจกรรมอะไรให้ทำเท่าไร เนื่องจากเป็นเขตมรดกโลก จะโดนควบคุม และก็มีแต่ภูเขาๆๆๆๆๆๆ ปรกติก็จะมาถ่ายรูปหรือ เดินป่ากัน เมืองก็ไม่ได้มีอะไร ของขายไม่ต้องพูดถึง ไม่เห็น   แต่เราสองคนก็ว่าที่นี่เป็นที่ที่ใครมา NZ แล้วไม่มาที่ Mt.Cook ก็เหมือนไม่ได้มา NZ เพราะฉะนั้นถ้ามา NZ เผื่อเวลามาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ Mt.Cook ด้วยนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดี๋ยวฉบับหน้าพบภาพพระทิตย์ขึ้นที่ Mt.Cook กับ Ski ที่ Cordona ครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115631820368620673?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115631820368620673/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115631820368620673' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115631820368620673'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115631820368620673'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/08/queenstown-series-2-snow-at-lake.html' title='Queenstown series 2 # Snow at Lake Tekapo – Mt.Cook'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115589758826224325</id><published>2006-08-18T03:34:00.000-07:00</published><updated>2006-08-18T03:39:48.276-07:00</updated><title type='text'>Queenstown series (1) – Christchurch to Lake Tekapo</title><content type='html'>18/8/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับมาเมื่อวานครับ (17/8/06) สนุกมาก ทริปนี้เดินทางตั้งแต่ 13-17 สิงหาคม เป็นทริปที่มีเกือบทุกอย่างตั้งแต่ หิมะ , เพื่อน  แถมตอนจบยังจบแบบ Happy ending อีกต่างหาก ยังไม่รีบบอกตอนนี้ เอาไว้ให้อ่านกันยาวๆดีกว่านะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มการเดินทางกันเลย วันที่ 13 นัด Pab ไว้ที่ Airport ตอน 11.30 พอไปถึงรับรถเรียบร้อย ก็ได้เวลาที่จะเดินทางเข้าเมือง Christchurch กัน  พา PAB มาสวัสดี host ที่บ้านก่อนเริ่มเดินทาง เตรียมตัวขนของกันนิดหน่อย ก่อนออกเดินทาง   ออกเดินทางตอน 2.30 PM ซื้อเนื้อ ไข่ อะไรนิดหน่อยระหว่างทางไว้ทำกับข้าวกินที่โรงแรม เพราะ YHA ที่จะไปเนี่ย มันจะไม่ใช่โรงแรมอย่างหรู เป็นเหมือนพวก Backpackers ไฮโซ ซะมากกว่า  นอนรวมกัน บางที่ก็หญิงชายด้วยซ้ำ แต่ละคนต้องเตรียมของไปเอง อวดฝีมือกันว่าอย่างนั้น  เราก็ขนของเต็มพิกัด   ตูมกับ Pab เนี่ยถือคติคนละอย่าง  ตูม= นอนยังไงก็ได้ แต่ต้องกินดี  , Pab = กินอะไรก็ได้ ขอให้อยู่ดี      เอา2คนนี้ไปเที่ยวด้วยกันมันก็เลยกลายเป็น ทริปกินดีอยู่ดีซะอย่างนั้น  ไม่มีทางเลือกครับ อิอิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป้าหมายในวันแรกของเราที่จะไปให้ถึงคือ Lake Tekapo เป็นเมืองเล็กๆที่อยู่ติดทะเลสาบ Tekapo ที่เลือกที่นี่เป็นจุดที่จะหยุดพักเพราะ   1 ไม่ไกล CHC เกินไปคือประมาณ 230 KM เดินทางได้ใน 3 ชม.   2. กะว่าจะไปเล่นสกีที่นี่   3 . อยากไปถ่ายรูปทะเลสาบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างทาง เราเลือกเส้นทางที่อ้อม ขับยาก เสี่ยง ….แต่สวย ไม่บอกไม่รู้ว่า Pab ออกจะตื่นเต้นตั้งแต่อยู่บนเครื่องบินแล้ว เพราะเห็นภูเขาหิมะมาตลอดทางระหว่างเส้นทาง Auckland – Christchurch  พอมาเจอภูเขาหิมะระหว่างทางอีก คราวนี้เราเลยขับกันได้ไม่เร็วเท่าไร เพราะ เดี๋ยวหยุด เดี๋ยวจอด ถ่ายรูปกันจนเบื่อ ภูเขาบ้างล่ะ หิมะข้างทางบ้างล่ะ แม่น้ำ ลำธาร แกะ วัว แพะ ทะเลสาบ ต้นไม้ใบหญ้า สารพัดที่คุณจะคิดได้เมื่อมา NZ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราตัดข้ามมาที่ Lake Tekapo เลยดีกว่า เขียนเรื่องประวัติที่นี่ก่อน บริเวณแถบนี้ ทั้งช่วงตอนกลางค่อนไปทางใต้ของ NZ เรียกว่า เขต Mackenzie เป็นเขตที่มีทะเลสาบ ภูเขา มาก มี Mt.Cook เป็นมรดกโลก ประกาศโดย UNESCO  (จะเล่าเรื่อง Mt.Cook อีกทีครับ)  point ที่สำคัญของ Lake Tekapo อยู่ที่ โบสถ์ซึ่งสร้างอุทิศให้สุนัข เรียกว่า The historic church หรือ ชื่อแบบเป็นทางการว่า The church of good shepherds  เป็นโบสถ์เล็กๆตั้งอยู่ริม Lake Tekapo มีคำเขียนอุทิศให้สุนัข Dollys ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างเขต Mackenzie นี้ให้รุ่งเรืองขึ้นมา พร้อมทั้งมีอนุสาวรีย์ไว้ให้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กว่าเราจะไปถึง Lake Tekapo ก็ เกือบทุ่มแล้วครับ เพราะหยุดมันเกือบทุกจุด กว่าจะได้กินข้าวตามคติกินดี ของตูมก็ล่อไปเกือบ 2 ทุ่ม มื้อนี้ปอบลง   ทำก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่สำหรับ 4 คนกินอิ่ม  ไปๆมาๆ ซัดกัน 2 คน ไม่เหลือ ฝีมือเหลือรับจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้เข้านอนดึกครับ เพราะต้องเตรียมแผนการและงบประมาณ สำหรับวันที่เหลือ รวมทั้งเคลียร์หนี้ต่างๆที่คั่งค้างกันด้วย จบวันแรกแบบเรียบๆ เดี๋ยวฉบับหน้า มาเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไปเจอเพื่อนใหม่เป็นยังไง บอกใบ้ให้ว่า  Pab ไปเจอเพื่อนซี้คนหนึ่งในวันที่ 2ครับ   ตั้งแต่ฉบับหน้ามันจะสนุกขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันครับ โปรดติดตามด้วยใจระทึก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. ถ่ายรูปมาคนละประมาณ 200-300 รูป ขอถอนหายใจลึกๆก่อนแล้วค่อยเอาลง web นะครับ เหนื่อยใจ เอารูปดีๆมาให้ดูก่อนละกัน &lt;a href="http://www.zorpia.com/thitipan"&gt;www.zorpia.com/thitipan&lt;/a&gt; สักภายในวันอังคารหน้าครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล.2  Blog นี้มันลงรูปไม่ได้สักทีวะ เซ็งนะเว้ย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115589758826224325?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115589758826224325/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115589758826224325' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115589758826224325'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115589758826224325'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/08/queenstown-series-1-christchurch-to.html' title='Queenstown series (1) – Christchurch to Lake Tekapo'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115485921161484521</id><published>2006-08-06T03:07:00.000-07:00</published><updated>2006-08-06T03:13:31.630-07:00</updated><title type='text'>Chapter 32 # เดินป่าที่ Arthur’s pass</title><content type='html'>6/8/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หวัดดีคับ วันนี้พึ่งกลับมาจาก Arthur’s pass ซึ่งเป็นอุทยานหนึ่งในประมาณ 10 กว่าแห่งของนิวซีแลนด์ (มั้ง) ก่อนอื่นขอ บ่นก่อน …trip สกีของผมล่มไปแล้ว เพราะพวก trainer ญี่ปุ่นไม่ว่าง …ไม่เป็นไร Pab แจ้งว่า Pab ไปเล่นมาเรียบร้อยแล้ว เล่นเป็นแล้วด้วย รอสัก วันที่14 แล้วให้ Pab สอนให้ละกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะมาเริ่มเล่าเรื่องการเดินทางไป Arthur’s pass กันดีกว่า trip นี้ไปกัน 2 หนุ่มคือ หนุ่ม เบ ยอง ตูม (^_^)  กับ หนุ่ม Jianfeng Li หรือ เรียกง่ายๆว่า Jason Li จริงๆเนี่ย Jason ไป trip นี้เพราะโดน บังคับ จำใจ เลี่ยงไม่ได้ ….สรุปง่ายๆก็คือโดนผมหลอกไปนั่นเอง  กว่าจะรู้ตัวก็ตอนโดนผมลากตัวไปจ่ายเงินค่ารถบัสเรียบร้อยแล้ว อิอิอิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราออกเดินทางนั่งรถบัสออกจาก Christchurch ตอนประมาณ  8 โมงเช้า ระยะทางประมาณ 150 กม. แต่เป็น 150 กม.ที่จะว่าสวยก็สวย ชันก็ชัน โค้งก็เยอะ แถมน่ากลัวจะเมารถอีกต่างหาก  มีโค้งหักศอกเยอะมาก บางทีทำผู้ชายอกสามศอกอย่างเรากลัวเพราะเป็นโค้งหัก 3 ศอกติดกัน (+_+)….อกหัก 3 ครั้งติดกัน ….ขำมั้ยคับ ...(กริบ zzz)….ok คับ...ไม่ขำ!!!!   เอาเป็นว่ามันจะคล้ายกับเส้นเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอนมากๆแล้วกันนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆระหว่างทางมีวิวสวยๆเยอะ เพราะข้อมูลจากคนขับรถบอกว่าเมื่อประมาณ 40,000 ปีก่อน บริเวณ Arhur’s pass นี้เป็นทะเล เพราะฉะนั้นลักษณะภูมิประเทศก็จะค่อนข้างเป็นแหล่งหิน และ ตะปุ่มตะป่ำ (rugged) อยากถ่ายรูปแต่กลัวว่าแบตจะหมดเสียก่อน ก็เลยยั้งๆไว้ไปถ่ายที่ Arthur’s passดีกว่า …อีกอย่างถ่ายจากในรถขณะวิ่ง มันคงถ่ายออกมาให้ดูดียากน่ะครับ สู้ไปถ่ายสถานที่จริงตั้งกล้องนิ่งๆไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาทำความรู้จัก Arhur’s pass กันสักหน่อยดีกว่า  …ว่ากันถึงประวัติศาสตร์ จากที่ฟังคนขับรถเล่าให้ฟัง เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เดาเอาบ้าง   เอ๋อบ้าง หลับบ้างจับใจความได้คร่าวๆว่า พื้นที่Arthur’s pass เป็นพื้นที่ที่ใช้ในการเทรด แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างคนพื้นเมืองโดยเฉพาะ สินค้าประเภท หยก(Jade) หรือ หินต่างๆในสมัยก่อน  ต่อมาเส้นทางนี้ถูกบุกเบิกโดยกลุ่มชาวตะวันตกกลุ่มแรกโดย Sir Arthur Dobson เส้นทางนี้ต่อมาเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญมากเมื่อมีการขุดพบแร่ทองคำในยุคตื่นทองเมื่อประมาณ ร้อยกว่าปีก่อน ทำให้เกิดทางรถไฟ และ อุโมงค์ความยาว 8.5 กม. ที่ใช้เวลาสร้างเป็น 40 ปี (มั้งนะคับ)  ปัจจุบันทางเหล่านั้นก็ยังใช้อยู่ โดยเฉพาะ ทางรถไฟสำหรับท่องเที่ยว Tranz scenic (tranzalpine)  … หัวรถจักรไอน้ำโบราณก็ยังขับโชว์ให้เห็น แต่ในที่นี้คือขับโชว์จริงๆนะ ขับทีละ 200 เมตร แล้วจอด 200 เมตร แล้วจอด เหมือนพวกดาราโชว์ตัวยังไงยังงั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับนักท่องเที่ยวเส้นทางนี้เป็นเส้นทาง ทางผ่านไปสู่ฝั่ง West Coast  เอาเป็นว่าถ้า Christchurch คือฝั่ง East Coast Arthur’s pass ก็จะอยู่ระหว่างกลาง East และ South Coast อยู่ตอนกลางของเกาะใต้พอดิบพอดี  ใครที่จะไปเดิน Fox Glacier หรือ ธารน้ำแข็งพันปีฝั่งตะวันตก เส้นทางนี้เป็นเส้นทางบังคับครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าถามว่า Arthur’s pass ในสายตาของนั่งท่องเที่ยวเป็นยังไง ก็ต้องบอกว่าไม่ได้รับความนิยมเท่าไร ไม่ดังเหมือนพวก Queenstown , West coast  , Nelson เปรียบเหมือนเมืองไทยก็คงประมาณพวกชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อะไรทำนองนี้นะครับ เหมือนพวกทางผ่านซะมากกว่า เมืองก็อยู่ในซอกหุบเขา สูงจากระดับน้ำทะเลตั้ง 700 กว่าเมตร  คนที่อยู่ที่นี่ที่เป็นประชากรแท้ๆมีแค่ประมาณ 100 กว่าคนเอง แต่ก็ดูเป็นมิตรดีครับ และอนุรักษ์อะไรโบราณๆไว้ได้มากทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระหว่างทางไปจะมีป้ายแจ้งเตือนถนนปิด หรือ เปิด เป็นระยะๆ เพราะเขตนี้เป็นเขตที่มีหิมะตกค่อนข้างบ่อย ถนนจะปิดบ่อยเหมือนกัน ต้องใส่โซ่ที่ล้อถึงจะลุยเข้าไปได้ ไม่งั้นก็อันตรายพอสมควร เพราะทางเลี้ยวโค้งบางช่วงไม่มีที่กั้น ถ้าหลุดโค้งก็หลุดไปอีกโลกหนึ่งเลย …..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะโหมโรงกันไปแล้ว เข้าสู่ Arthur’s pass เลยดีกว่า  เป้าหมายของเราคือตั้งใจจะไปเก็บภาพน้ำตก Devil Punchbowlซึ่งสูงประมาณ131 เมตร หลังจากลงจากรถก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินไปถึง track ที่ว่า เป็น track ที่ใช้เวลาเดินขึ้นเขาลงเขา  1 ชั่วโมงไปกลับ  ตามทางเดินก่อนถึงทางขึ้น track เป็นลำธารเล็กๆที่เคยเป็นแม่น้ำมาก่อน (เข้าใจว่าถ้าน้ำเยอะๆก็คงจะเป็นแม่น้ำ เพราะหินบางก้อนมีพืชตระกูล มอส ปฏิภาณ  ปฐวีกานต์ เกาะอยู่ ) ระหว่างทางเดินบางจุดก็มีหิมะเหลือไว้ให้ดูต่างหน้าอยู่บ้าง เข้าใจว่าพึ่งจะตกไปเมื่อ 2-3 วันก่อน ตอนนี้ละลายไปเกือบหมดแล้ว ยกเว้นบนยอดเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เข้าใจว่าอากาศแถวๆ Arthur’s pass เนี่ยค่อนข้างเบาบางกว่าจุดอื่น เดินแป๊ปเดียวก็เริ่มเหนื่อยแล้ว ยิ่งเดินขึ้นเขานี่ไม่ต้องพูดถึง เสื้อก็กันหนาวดีหรอก  ใจก็พกมา  น้ำก็มีเผื่อกระหาย ลืมพกไปอย่างเดียว ..ยาดม  เดินไปได้สัก 20 นาทีหมดแรงแล้ว กลั้นใจเดินไปอีกประมาณ 2 นาที เจอป้ายเตือน ทางปิด ห้ามเข้า under construction เซ็งสุดขีด เดินมาเกินครึ่งทางจะถึงอยู่แล้ว เห็นซุงหลายท่อนขวางอยู่ เดินต่อไปไม่ได้ต้องเดินกลับในที่สุด เลยไม่ได้ถ่ายรูปน้ำตกใหญ่มาฝากกัน  หลังจากทานอาหารกลางวันกันเรียบร้อย ก็นั่งปรึกษากับ Jason ว่าคงจะหา track ที่ไม่ไกลเกินไปเดินดีกว่า เพราะรถบัสใกล้จะวนกลับมาแล้ว เดี๋ยวจะตกรถกัน ก็ไปเดินหา track กัน มี track ชื่อ Millenium track ไม่ไกลจากจุดที่เราอยู่มาก แล้วเดินประมาณ 10 นาทีก็ถึงตัวน้ำตกเล็กๆก็เลยไปถ่ายรูปกลับมาๆได้ในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รูปที่ลงให้เป็นตัวอย่างนะครับ มีอีกเป็น 100 รูปเก็บไว้ใน web site….www.zorpia.com/thitipan ว่างๆก็เข้าไปดูได้นะครับ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าจะไป Queenstown กับ Pab คงมีเรื่องสนุกๆมาเล่าให้ฟัง ตามกันไปยาวๆเลยนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. ทำไมมันลงรูปไม่ได้สักทีวะ หงุดหงิดชิบ ไป Click ใน link  ที่อยู่ข้างๆเอาละกันนะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115485921161484521?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115485921161484521/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115485921161484521' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115485921161484521'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115485921161484521'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/08/chapter-32-arthurs-pass.html' title='Chapter 32 # เดินป่าที่ Arthur’s pass'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115442138042280127</id><published>2006-08-01T01:32:00.000-07:00</published><updated>2006-08-01T01:36:20.436-07:00</updated><title type='text'>Chapter 31 : เดือนสุดท้าย…(เตรียมตัว)เที่ยวกระจาย</title><content type='html'>1/8/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากว่างเว้นจากการเที่ยวตุหรัดตุเหร่มาหลายเดือน…เดือนนี้จะเที่ยว (แล้วนะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนที่เขียนนี้ยังไม่ได้เที่ยวหรอก แต่เขียนมาบอกไว้ก่อนว่าเดือนนี้จะโหมท่องเที่ยวอย่างบ้าระห่ำ เพราะว่าเป็นเดือนสุดท้าย ที่จะอยู่ที่เกาะใต้นี้แล้ว (เดือนหน้าจะขึ้นเหนือไปหาความจอแจที่ Auckland)  เริ่มตั้งแต่เสาร์นี้เลยจะไปArthur pass อุทยานแห่งชาติ แห่งแรกของ NZ อยู่ห่างจาก Christchurch ไปทางตะวันตก 2 ชั่วโมงครึ่ง   จะไปเดินป่าและถ่ายรูปน้ำตก เห็นเขาว่าเป็นน้ำตกที่สูงเอามากมาก อยากรู้อยากเห็น เลยต้องไปดูให้เห็นกับตา วันนี้หลอกหนุ่ม Jason มาเป็นเพื่อนร่วมทางได้ 1 คน  แล้วจะถ่ายรูปมาฝากกัน  วันอาทิตย์ต่อเลยไปฝึกสกีที่ Mt. Hutt มีเพื่อนของเพื่อนเต็มคนญี่ปุ่นจะสอนให้  ตอนที่เขียนนี้ยังไม่ได้ book แต่คาดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังๆยังไม่หมด วันอาทิตย์หน้าหลังวันแม่ 1 วัน trip ใหญ่กับเพื่อน Pab กับเส้นทางสู่ Queenstown  วันแรกจะไป Lake Tekapo เขาว่าถ้าอากาศดีๆตอนกลางคืนจะมีทางช้างเผือก(Milky way)ให้ดูด้วยนะ เป็นที่ๆเขาดูดาวกัน  วันต่อมาไปเล่นสกี (อีกแล้ว) แล้วก็มุ่งหน้าไป Mt.Cook อันนี้ HARA recommended มาว่าต้องไปให้ได้ ….ครับเจ้านาย      แล้วก็ต่อๆๆๆ ไปที่   Wanaka ไป puzzling world อันนี้ไม่รู้สนุกมั้ย แต่ Lonely planet แนะนำมาไปก็ได้ แล้วถึงจะต่อไป Queenstown  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แหะๆที่ Queenstown เดี๋ยวผมจะตามไปเก็บภาพของ Location ที่ถ่ายทำ Lord of the rings โดยเฉพาะ ภาค 2 มาให้ ใครที่ลืมๆไปแล้วว่าภาค 2 ของ Lord of the rings เป็นยังไง ไปลองหาดูนะครับ เดี๋ยวจะถ่ายรูปมาฝากจะไว้ให้เปรียบเทียบกัน แต่เสียดายนิดนึงว่าคงไม่ได้ไป Milford sound เพราะ Pab ไม่มีเวลา ไม่เป็นไร ได้ขนาดนี้ก็ไม่เลวแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;….หลังจากเสาร์นี้คงจะมีเรื่องให้เขียนแล้วก็รูปให้ดูแบบเบื่อกันไปข้างหนึ่งเลย ตามอ่านดีดีนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจะพาคุณใส่เป้ไปเที่ยวด้วยกัน ……&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. ช่วงเวลาเรียนที่เหลือนี้กำลังขะมักขะเม้นเรียนการเขียน IELTS อยู่ ทำไมมันยากจัง (วะ) …&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115442138042280127?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115442138042280127/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115442138042280127' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115442138042280127'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115442138042280127'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/08/chapter-31.html' title='Chapter 31 : เดือนสุดท้าย…(เตรียมตัว)เที่ยวกระจาย'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115401411547071801</id><published>2006-07-27T08:26:00.000-07:00</published><updated>2006-07-28T18:39:26.373-07:00</updated><title type='text'>Brief autobiography : my life so far</title><content type='html'>27/7/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงนี้เป็นโรคจิตชอบระลึกถึงอดีตบ่อยๆ (มองได้สองอย่าง…มึงอ่ะแก่แล้ว กับ แกว่างมากหรือไง) ถ้าจะเขียน Autobiography ของตัวเองบ้างก็คงจะดีเหมือนกัน วันหน้าวันหลังจะได้ไม่หลงไม่ลืม เอามาดูแล้วแอบยิ้มได้อีกต่างหาก ท่าทางจะว่างจริงๆอยู่นิวซีแลนด์เนี่ย เฮ้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มตอนไหนดี เอาเป็นว่าตั้งแต่นายตูมคนนี้จำความได้คร่าวๆละกัน …..จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าชื่อตูมที่คุณๆรู้จักเนี่ย ไม่ใช่ชื่อเล่นจริงๆ ชื่อเล่นจริงๆน่ะชื่อ “Bob” คนที่จะเรียกชื่อนี้ปัจจุบันก็คงมีแต่พ่อแม่พี่น้อง ญาติโกโหติกาเท่านั้นล่ะครับ หรือไม่ก็เพื่อนที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยนักรถเข็นเด็กด้วยกันเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำได้ว่าตอนเด็กๆเป็นคนที่ไม่เคยมีปัญหาในการไปเรียนเลยนะ โดยเฉพาะวันที่ต้องเข้าเรียนโรงเรียนวันแรก ที่คุณเด็กๆทั้งหลายร้องไห้ งอแง ไม่เคยมีน้ำตาจากพ่อหนุ่มคนนี้สักหยด ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน น้ำตาหยดแรกมาตอนเรียนวันแรก ป.1 ไม่ใช่ตอนเข้าเรียนนะแต่เป็นตอนเลิกเรียน หลงกับรถโรงเรียน ไม่รู้จะกลับบ้านยังไง ยืนร้องไห้อยู่หน้าโรงเรียน ACC (Assumption commerce) สุดท้ายได้พี่ๆ ACC ตอนนั้นสงสารนั่งรถแท็กซี่มาส่งถึงบ้าน โชคดีไป 19 ปีผ่านมา ขอขอบคุณพี่ๆเหล่านั้นไว้ ณ ที่นี้นะครับ ขอให้รุ่งเรืองในหน้าที่การงานถ้วนหน้าคับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้นชีวิตราบเรียบเป็นเด็กดีตั้งใจเรียนมาตลอด จนมาถึง ป.3 เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน กลายเป็นเด็กไม่ดีเพราะจัดตารางสอนผิดวัน ไม่ได้เอาการบ้านของครูวิชาภาษาอังกฤษท่านหนึ่งมา โดนทำโทษ จำไม่ได้ละว่าทำไมเรื่องราวลุกลามกลายเป็นโดนพิจารณาจากฝ่ายปกครองจะโดนทัณบนอยู่รอมร่อ แต่ก็รอดมาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดเมื่อชีวิตมีลงก็ต้องมีขึ้น ชีวิตขาขึ้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่ออยู่ชั้น ป.5 เรียนก็ดี เล่นก็เลิศ รู้ตัวเองว่าชอบวิชาสายสังคม เกลียดเลขก็ตอนปีนี้เอง สอบออกมาทำคะแนนติด top 3 ของระดับชั้น (บางวิชา)ด้วยนะ ธรรมดาที่ไหน และฉายาตูม ก็มาตอนปีนี้แหละ … อย่างที่หลายคนรู้ว่าชื่อเก่าของเราคือ ภาคภูมิ ไม่ใช่ฐิติพันธ์ อย่างในปัจจุบัน ตอนนั้นมีรายการนึงที่นักเรียนทุกคนจะได้ดูทุกเช้า คือเจ้าขุนทอง โชคเป็นของเราว่าไม่มีใครรู้ชื่อพ่อ(ไม่งั้นก็คงไม่ใช่ชื่อนี้หรอก) … มันก็เลยต้องหาชื่ออะไรสักอย่างมาเป็นเอกลักษณ์ตามสมัยนิยม และแล้ว ลุงมะตูม ก็กลายมาเป็นชื่อคล้องจองกันอย่างไม่น่าเชื่อ ตอนแรกก็ไม่ชอบหรอก ตอนหลังก็เออดีว่ะ ไม่มีใครเหมือน น่ารักดี หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏใครจะเรียกชื่อ Bob อีกเลย (ยกเว้นที่บ้าน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จบประถมไปอย่างสบายหายห่วง นรกจริงๆมาเริ่มตอนมัธยม (อัสสัมชัญ เหมือนเดิม) สอบไม่เคยตกก็ตกซะอย่างงั้น ไม่เคยได้ต่ำกว่า 3 ก็ได้เป็นปรกติ บางครั้งเกรด 1 อีกต่างหาก (และไม่เคยถึง 3 อีกเลยจนกระทั่งจบมหาวิทยาลัย) อาศัยว่าเรียน + กิจกรรมก็เลยไม่ค่อยใส่ใจเรื่องผลการเรียนมากนัก ลืมมันไปบ้าง ตอน ม. 1 -2 เป็นลูกเสือกองร้อยพิเศษ แต่งตัวเท่ห์ วินัยเนี๊ยบ วิดพื้นวันละ 100-200 ทักษะการออกค่าย แน่นปึ๊ก!!! เวลาของการเป็นลูกเสือกองร้อยจบลงอย่างรวดเร็ว เมื่อดันทนรุ่นพี่ไม่ได้มีเรื่องชกต่อยกันในค่าย (จริงๆโดนต่อย อยู่ฝ่ายเดียว) ก็เลยออกจากกองร้อย ขณะที่ชีวิตกำลังเท้งเต้ง สวรรค์ก็กำหนดชีวิตให้มาเจอเพื่อนชวนไปเล่นโขนในชุมนุมของโรงเรียน และชีวิตก็มีเรื่องราวมากมายนับแต่นั้น ตั้งแต่ไปเมืองนอกครั้งแรก , เล่นโขนหน้าพระที่นั่ง 2 ครั้ง 2 ครา , ไปเล่นกระบี่กระบอง, มีงานเล่นโชว์ไปเรื่อย , ได้กลุ่มเพื่อนสนิทที่คบกันมาจนถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชีวิตมัธยมต้นมาถึงจุดที่ต้องเลือกว่าจะเดินสายไหน ระหว่าง วิทย์ หรือ ศิลป์ เพื่อนๆต่างเลือกวิทย์ด้วยเหตุผลสั้นๆง่ายๆว่ามันเท่ห์ แต่เรากลับเลือกศิลป์ ด้วยเหตุผลง่ายๆเหมือนกัน …กูไม่เก่งเลข ไปเรียนเลข,ฟิสิกข์,เคมี ชีวิตก็ตกนรกเท่านั้น ชีวิตที่เลือกแล้วนี่นะ ผ่านชีวิต ม.ปลายมาอย่างเรียบๆง่ายๆ เช้าเรียน เย็นซ้อมดาบ ถ้ามีงานโขนก็ซ้อมโขนด้วย มาเรื่อยจน ม.6 เทอม 1 จึงหยุดทุกอย่างเพราะต้องเตรียมตัวสอบ Ent แต่เนื่องจากม.6 มีงานสำคัญจะได้แสดงหน้าพระที่นั่ง ก่อนสอบ1 เดือนจึงต้องไปซ้อมอย่างเสียมิได้ และคะแนน ent ในครั้งแรกก็ได้แบบเสียมิได้จริงๆ คือ 50% ปีนั้นตั้งใจจะเข้าคณะพาณิชย์ ของ มธ. ให้ได้ แต่คะแนนแค่นี้คงไม่ต้องหวัง โชคร้ายซ้ำเติมคือปีนั้น มธ.ไม่มีรับ Ent สำหรับคณะนี้ ความฝันก็เลยมอดลง เลยเปลี่ยนเป้าเป็น เศรษฐศาสตร์แทน แต่ที่เดียวกัน จำคะแนนปีนั้นได้บางวิชา สอบเลขครั้งแรกได้ 30 คะแนน สังคมได้เยอะมาก 63.75 ก็เลยหาทางแก้วิชาเลขให้ได้ พร้อมกับจะทำวิชาอื่นให้สูงขึ้นในการสอบรอบที่2 ผลที่ได้ก็คือหลังจากไปเรียน กวดวิชาเพิ่มเติม เลขได้ 15 (-_-!!) ทุเรศ อนาถมาก แต่วิชาอื่นคะแนนขึ้นพรวดพราด ก็เลยเอนท์ติดอย่างใจหายใจคว่ำมากกว่าคะแนน minimum 0.7 คะแนน ….ซี้ด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงชีวิตก่อนสอบเอนท์เป็นช่วงที่ทรหดมาก นอนวันละ 3 ชั่วโมงทุกวันเป็นเวลา 1 เทอม เอาเวลามานั่งอ่านหนังสือหมด นอนพับคาหนังสือก็บ่อย ตอนนั้นคิดอยู่ 2 อย่าง 1. สงสารป๊า เรียน Abac มันก็คงแพงถึงป๊าจะอยากให้เข้า Abacก็เถอะ 2. มีคนที่แอบชอบไปเรียนที่ มธ.ก่อนหน้านั้นแล้วน่ะซิ (^_^) puppy love แบบเด็กๆก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอก เพ้อบ้าละเมอไปเองตั้งแต่ ม.2 ขำขำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เข้าสู่ชีวิตนักศึกษา วันแรกที่เดินเข้าประตูแดง กำแพงเหลือง ตั้งปณิธานในใจว่าจะเรียนให้เก่ง เรียนให้ดี ทำกิจกรรมไปด้วย เป็นคนแบบอาจารย์ป๋วยให้ได้ ความคิดเรียนให้เก่ง เรียนให้ดีนี้เปลี่ยนไปเพียง 1 เทอมผ่าน เมื่อได้ D ในวิชา logic (ก็คนมันไม่เก่งเลขมาแต่ไหนแต่ไร) หลังจากนั้น หันหน้ามาทำกิจกรรมดีกว่า เฮ้อ&lt;br /&gt;ทำมันหมด ทั้งค่ายอาสา เดินทางทั่วภาคเหนือ อีสาน เป็นกรรมการนักศึกษา งานวิชาการ บันเทิง กีฬา กรรมการห้ามบอล (มวย) งานประชาสัมพันธ์ เลี้ยงเด็กกำพร้า ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงจะดูว่าทำอะไรมากมายชีวิตช่วงนี้กับเครียดดดด กลายเป็นคนที่มีบรรยากาศมาคุรอบตัว เรื่องงานไม่เท่าไร แต่เรื่องรักนี่สิ เหลือจะกล่าว (-_-!!) เคยสงสัยว่าทำไมคนต้องกินเหล้า เวลาอกหัก ตอนนั้นเข้าใจเลย คิดบ้า งมงายมาได้ตั้งนานๆ ตอนเขาไม่มาเรียนหลายๆวัน ไม่รู้ที่อยู่ก็ดันเดินตากฝนไปตามหาตัว (แล้วมันจะเจอได้ไงวะ) พระเอกมิวสิค โคตรๆ 555 นั่งจด lecture ไม่หลับไม่นอน 3 คืน เพื่อเอาไปให้เขาอ่าน ชั่วโมง 2 ชั่วโมงก็ทำมาแล้ว (อย่างน้อยก็ยังกด B ได้ล่ะวะ) ฯลฯ อีกมากมาย เพื่อแลกกับอะไรก็ไม่รู้ มานั่งย้อนๆดูก็ขำดีเหมือนกัน ชีวิต 4 ปี สูญเสียกับความไม่เป็นตัวของตัวเองไปไม่รู้ตั้งเท่าไร ตอนนี้โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นก็คงไม่ทำอะไรบ้าบอคอแตกประมาณนั้นแล้ว ……..แต่ก็ยังหาคนมาแทนไม่ได้สักที แม่เริ่มถามหาลูกสะใภ้แล้วด้วย รอหน่อยละกันนะครับ ผมยังอยากรอเขาอยู่คับ เผื่อเขาเปลี่ยนใจ เฮ้อ (-_-!!)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิชาเลขเป็นวิชาปราบ self สำหรับเราอย่างแท้จริง วิชาไหนข้องเกี่ยวกับการคำนวณเมื่อไร (stat ก็ดี Calculus ก็ดี ) มีได้ขอ 2 ตลอด ไม่ใช่เกรด 2 นะ แต่เป็นเรียน 2 รอบต่างหาก เก็บ F มา 3 ตัว และ W อีก 1 ตัวเป็นเกียรติแก่สมุดพกก็เพราะไอ้วิชาเกี่ยวกับเลขนี่แหละ ถ้าไม่มีเลขนะจะจบด้วยเกรดเฉียดๆ 3 เชียวนะทำเป็นเล่นไป ตอนปี 4 ยังนั่งงงงงอยู่เลยว่าทำไมเราจบ 4 ปีได้วะ แถมไม่มีปัญหาเรื่องติดเกรดติดประจุอีกต่างหาก F ก็เยอะซะขนาดนั้น ถึงเกรดจะทุเรศไปหน่อยแค่ 2.47 ก็เถอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตามก่อนจะจบ ก็เรียนจบมาแบบหวุดหวิดขี้หดตดหาย เพราะเรื่องเล็กๆทีเดียว คือวิชาสุดท้ายก่อนจบเป็นวิชาเลือก “History of future” ไม่มีสอบ แต่งานที่ทำก่อนจบเพื่อเก็บวิชานี้คือรายงาน 20 หน้า ซึ่งอ่านหนังสือประมาณ 10 กว่าเล่ม ดันมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นตอน save งาน ก่อนส่ง 2 วัน ดันไป save ทับหน้าเปล่า งานที่ทำมาครึ่งเดือน หายเรียบบบบบบ ร้องไห้อยู่ 3 นาที รวบรวมสตินับ 1 อีกครั้ง ไม่ได้หลับได้นอนอีก 2 วันเต็ม ก่อนไปส่งได้เฉียดฉิวที่สุด จบมาได้อย่างหวุดหวิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้นไปเรียน ปริญญาโท รัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศที่ มธ . อยู่ พักหนึ่ง เวลาว่างเยอะมากกกกกกก เพราะเรียนกลางคืน แต่เราไม่ได้ทำงานตอนกลางวัน ความที่เคยเป็นคนไม่มีเวลาว่าง มันก็เลยเริ่มเบื่อ วิชาเรียนมันก็ตันๆพิกล ก็เลยลาออกมาทำงาน มาได้งานที่ โตโยต้า ทูโช อยู่หน้าบ้าน เป็น office ที่สงสัยมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าพี่ในนั้นเขามาทำอะไรกัน ว่าไปแล้วถ้าไม่เป็นเพราะความบังเอิญไปเจอเพื่อนที่งาน job fair ป่านนี้ก็คงไม่เคยทำงานที่ ทูโชหรอก พอเห็นเพื่อนผูกไทด์ ก็เลยรู้ว่าไปสัมภาษณ์ที่ทูโช มาเห็นมะ ชีวิตเต็มไปด้วยความบังเอิญจริงๆ แลวเราก็เลยได้มาเจอพี่ๆ เพื่อนๆหัวหน้าญี่ปุ่น(คงไม่มีน้องๆนะ เราเด็กซะขนาดนั้น) ดีๆที่ทูโชเต็มไปหมด รวมทั้งพี่ๆลูกค้า supplier หลายๆ คนด้วยนะ ก่อนที่โอกาสจะเดินเข้ามาทักทาย เลยได้มานิวซีแลนด์นี้ในที่สุด ชีวิตข้างหน้าจะเป็นยังไง ยังไม่รู้ ยังไม่คิด จริงๆก็คิดแล้วแต่ก็ยังคิดไม่ออก อย่างน้อยเคยคิดไว้ว่าครั้งหนึ่งจะมีประสบการณ์ OE (overseas experience ) กับเขาบ้างก็ได้แล้ว ต่อไปคงแล้วแต่จังหวะชีวิตอีกเหมือนกัน อาจจะกลับไปทำงานที่ทูโช เรียนต่อ ไปอยู่ต่างจังหวัด ชีวิตคนเหมือนลูกเต๋าแต่เป็นลูกเต๋าที่มีมากกว่า 6 หน้า ทอยไปเดี๋ยวก็รู้เองว่าเราจะเป็นอะไร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115401411547071801?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115401411547071801/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115401411547071801' title='11 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115401411547071801'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115401411547071801'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/07/brief-autobiography-my-life-so-far.html' title='Brief autobiography : my life so far'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>11</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115382451747149555</id><published>2006-07-25T03:46:00.000-07:00</published><updated>2006-07-25T04:16:00.676-07:00</updated><title type='text'>แด่ กกต.ที่รัก</title><content type='html'>ไม่มีอะไรจะอวยพร แค่จะบอกว่า.... หลับให้สบาย(ในคุก) บอลโลกคราวหน้าเจอกันใหม่ แล้วจะหมั่นเอาโอเลี้ยงไปฝาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สะใจโว้ยยยย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. วันก่อนแวบเข้าไป webboard ของโรงเรียนเจอ บทปฏิญาณตนสมัยเรียนวิชาภาษาอังกฤษ   ม . 3 ประพันธ์โดยสุดยอดคุณครูภาษาอังกฤษของโรงเรียนอัสสัมชัญคนหนึ่งคือ ม. อัศวิน มณีราษฎร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกคนต้องยืนขึ้นกล่าวพร้อมกันทุกคาบที่เรียนภาษาอังกฤษ ยื่นมือขวาไปข้างหน้า แบบ HI  !!  HEATLER แล้วกล่าวดังๆอย่างพร้อมเพรียงกันว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"Behavior is before knowledge.&lt;br /&gt;Be hosest in our duty.&lt;br /&gt;Be grateful to our benefactor.&lt;br /&gt;Abide by virtue forever "&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้นนำมือขวานั้น มาแนบอกแล้วกล่าวว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เกิดเป็นคน เกิดเป็นคน เกิดเป็นคน .....อย่าโกงเขากิน"&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115382451747149555?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115382451747149555/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115382451747149555' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115382451747149555'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115382451747149555'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/07/blog-post_25.html' title='แด่ กกต.ที่รัก'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115304754774574130</id><published>2006-07-16T03:55:00.000-07:00</published><updated>2006-07-16T03:59:07.760-07:00</updated><title type='text'>ชีวิตที่เต็มไปด้วยคำว่า "ถ้า"</title><content type='html'>16/6/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายวันที่ผ่านมา  นั่งอ่านเรื่องราวใน website หลายต่อหลายเรื่อง บ้างก็เป็นเรื่องปัญญาอ่อน บ้างก็เป็นเรื่องการเมือง บ้างก็เป็นเรื่องสาระเข้มข้น หลายครั้งที่ย้อนกลับไปนั่งอ่านเรื่องราวเก่าๆของตัวเอง ตาม webboard ของกลุ่มก็ดี หรือ ของเพื่อนๆตัวเองก็ดี  รู้สึกขำตัวเอง บางเรื่องก็เป็นเรื่องเศร้าตอนนั้นแต่น่าขำในตอนนี้  บางเรื่องก็สงสัยว่ากูทำมันลงไปได้ยังไงวะ   บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ชวนอึดอัดใจในตอนนั้นไม่ใช่น้อย ……แต่ตอนนี้เรื่องราวเหล่านั้น มันก็ผ่านมานานแล้ว…..เป็นประสบการณ์ดีๆไว้ให้หัวเราะกับมันเมื่อเรามองย้อนกลับไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายครั้งคนเราสร้างปราการของตัวเองขึ้นมา โดยการไม่ยอมรับความจริง ,,, ใช้เพียงคำว่า “ถ้า” เพื่อจะบอกว่าเหตุการณ์ตอนนั้นบังคับให้เราเป็นเช่นนั้นเป็นเช่นนี้  ทั้งที่จริงแล้ว มันไม่สามารถเป็นจริงได้ และมันจะไม่เกิดขึ้นอีก สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับฉันใด เวลาก็ยังทำหน้าที่ของมันฉันนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายครั้งที่เราคิดว่าเราทำตัวงี่เง่า และมันก็ดูงี่เง่าอย่างแท้จริง เคยได้ถามตัวเองว่าถ้าเวลานั้นเราคือเราในเวลานี้ เราจะทำอย่างนั้นไหม คำตอบคือ “ไม่” แต่มันก็คงไม่มีประโยชน์อะไร จะไปบอกว่าฉันไม่น่าทำอย่างนั้น เพราะในเวลาที่นั้นคุณได้เลือกทางเดินของความงี่เง่าให้ตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยสติสัปชัญญะเต็ม 100 หรือไม่ ….คุณกด enter ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นในห้วงประสบการณ์ชีวิต ความคิด จิตใจ สติปัญญา สามัญสำนึก ของเราในเวลานั้น เท่าที่เรามี นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด ….เพราะฉะนั้น “อย่าเสียใจ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ จะกลายเป็นเมื่อวานเมื่อพระอาทิตย์ของเช้าวันใหม่โผล่ขึ้นมา วันนี้ ยังไม่มีคำว่า “ถ้า”  เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเอ่ยวจีนั้น            ………….. “ถ้า”วันนี้เรารู้ตัวเองว่าทำสิ่งที่ดีที่สุด วันพรุ่งนี้เราจะไม่เสียใจ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115304754774574130?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115304754774574130/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115304754774574130' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115304754774574130'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115304754774574130'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/07/blog-post.html' title='ชีวิตที่เต็มไปด้วยคำว่า &quot;ถ้า&quot;'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115226859983016416</id><published>2006-07-07T03:31:00.000-07:00</published><updated>2006-07-07T03:36:39.853-07:00</updated><title type='text'>Chapter30 # ผัดไทยเปลี๊ยนไป๋</title><content type='html'>7/7/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันพุธที่ผ่านมาเป็นวันที่ยุ้งยุ่งคับ เนื่องจากมี 3 เรื่องใหญ่พร้อมใจกันเกิดในช่วงเช้า ทำเอาชีวิตกลายเป็นทาสเวลาไปซะได้ เรื่องแรกคือ วันพุธที่ผ่านมาเยอรมันแข่งฟุตบอลโลกรอบรอง แล้วเรามันก็แฟนเยอรมันเข้าเส้นเลือดจะไม่ดูเดี๋ยวจะหาว่าไม่รักกันจริงใช่มั้ยล่ะ แล้วเวลาที่แข่งคือเวลาที่นี้ตอน 7 โมงเช้า  เรื่องที่ 2 ก็คือ ดันมีนัดกับเพื่อนเต็ม(ตอน9.30)ว่าจะเอาของไปฝากกลับเมืองไทยเนื่องจากเพื่อนเต็มจะกลับเมืองไทยช่วงสั้นๆ 2 อาทิตย์ ด้วยความเป็นเพื่อนที่ดีก็เลยฝากของกลับบ้านและฝากเพื่อนเต็มเอาของฝากไปให้ที่บริษัทเสียเลย (รวมน้ำหนักก็เฉียดๆ 10 กิโลเห็นจะได้  งานนี้ฝากฟรีตลอดงาน ส่งตรงถึงบ้านอีกต่างหาก เพื่อนเต็มบริการดีกว่า Fedex ซะอีกนะ 555)  เรื่องที่ 3 วันพุธมี potluck กันตอน 11 โมงเช้า  ตัดเรื่องฟุตบอลโลกซึ่งถ่ายทอดตอน 7-9 โมงออกไปก่อน เพราะนั่งดูอยู่ที่บ้าน หลังจาก 9 โมงเนื่องจากอย่างที่รู้ว่ามีต่อเวลา เราก็เลยไม่ได้ดูตอนต่อเวลา ต้องไปขึ้นรถเมล์เข้าเมืองเสียก่อน พอถึงเมืองปุ๊ปก็วิ่งจู๊ดไปหาที่ดูบอลทันที ไม่ได้ดูลูกยิงหรอกครับ เห็นอีกทีอิตาลีวิ่งเฮรอบสนามแล้ว ว้า… บอลโลก(สำหรับผม)จบวันนี้พอดีเลย   หลังจากนั้นไปหาเพื่อนเต็มตามสถานที่นัดหมาย พร้อมกับแพ๊คของและไปส่งคุณเธอที่สนามบิน กลับมา potluck ที่โรงเรียน late ไปประมาณ 20 นาที  อ่านไม่ค่อยรู้เรื่องใช่ไหมครับ ผมก็ไม่รู้จะเขียนยังไงให้มันรู้เรื่องเหมือนกัน 555&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะเรามาทำความรู้จักคำว่า potluck กันดีกว่า คำนี้ถ้าหมายถึงอาหารหมายความว่า แต่ละคนต่างคนต่างเอาอาหารของตัวเองมา โดยไม่ต้องบอกเจ้าภาพว่าเอาอะไรมา ไปลุ้นเอาที่งาน (แต่อาจจะมีการแย๊บๆไว้ว่าไม่มีหมูนะ ไม่มีเนื้อนะ อะไรทำนองนี้ได้) เปรียบเทียบก็ประมาณงานเชงเม้งของคนจีนน่ะคับ แต่ละครอบครัวก็เตรียมไปแล้วก็นั่งกินกัน  เนื่องจากที่โรงเรียนมี course ใหญ่ที่สุดเป็น course เรียนคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นคอร์สใหญ่ประมาณ 20-30 คนแล้วมาจากหลายชาติ รัสเซีย อินเดีย นิวซีแลนด์ จีน ฯลฯ โจทย์ของpotluck จึงออกแบบมาว่างานนี้เป็นอาหารนานาชาติแล้วกัน แต่ไม่มีหมูกับเนื้อวัว  ฮั่นแน่ ….อาหารนานาชาติ กรูเป็นคนไทยคนเดียว ส่ง potluck อาหารไทย ถ้าไปซื้อก็แพงระยิบ ตัดสินใจทันทีเดินเข้าครัวแน่นอน ด้วยเหตุนี้เมนูผัดไทยจึงเกิดขึ้น แต่ผัดไทยของผมเป็นยังไงอ่านไปเรื่อยๆคับ เดี๋ยวรู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่เขียนไว้ข้างต้นว่าในวันพุธ ด้วยความเร่งรีบของเวลาทำให้ต้องเตรียมผัดไทยตั้งแต่คืนวันอังคาร วันอังคารก็ไปซื้อส่วนประกอบมาเลยครับ เท่าที่จะหาได้ในแผ่นดินแกะนี้ก็แล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนประกอบที่ใช้ในการทำผัดไทยคราวนี้มีดังนี้ แต่น แตน แต๊น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เส้น ---- เนื่องจากไม่ชอบกินเส้นเล็กแบบผัดไทยแต่ชอบกินเส้นกลางก็เลยดูเส้นที่ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก ก็ได้ผลิตภัณฑ์จากไทยแลนด์แดนสยามนี่เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำปลา----- ที่บ้านมีอยู่แล้วน้ำปลาตราปลาหมึก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซอสหอยนางรม ------ ผัดไทย กับ ซอสหอยนางรม ???? เอาน่าก็ชอบของผมน่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้นหอม ------ กำละเกือบ 40 บาทกรรมไหมล่ะคับ ไม่เป็นไรเอามา 1 กำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไข่ไก่----มีอยู่แล้น&lt;br /&gt;เนื้อไก่ ----เนื่องจากกุ้งแพง ห้ามหมู ห้ามเนื้อ เอาไก่นี่แหละวะง่ายดี อีก 120 บาท กับเนื้ออก 3 ชิ้นโตๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระเทียม ----- ผัดไทย กับ กระเทียม ???? อันนี้ก็ความชอบส่วนบุคคล แต่เนื่องจากที่นี่กระเทียมแพงมาก เพราะฉะนั้นก็เลยลดต้นทุนด้วยการใช้กะเทียมบดในกระป๋องแทนราคา 40 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผงกระเทียมพริกไทย ------ ความชอบส่วนตัวอีกแล้ว  ชักจะเลยเถิดไปกันใหญ่ มึงจะทำอะไรเนี่ย!!!!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มะนาว ------ เขาขายเป็นกิโลคับ กิโลละประมาณ เกือบ 40 บาท เนื่องจาก โง่ไม่ค่อยรู้เรื่องไม่รู้ว่าไม่ต้องซื้อถึงกิโลก็ได้ ซื้อมะนาวมาอีก 1 กิโล (เสียค่าโง่ไป)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นว่ามีหลายสิ่งสำหรับการเป็นผัดไทยที่สมบูรณ์แบบหายไปไม่ว่าจะเป็น น้ำมะขาม , ถั่วงอก (อันนี้จริงๆมี แต่เนื่องจากรู้ว่าคงจะไม่ได้กินร้อนๆ ต้องทำเก็บไว้หลายชั่วโมงก่อนกินก็เลยข้ามไป), เต้าหู้,พริกป่น , ถั่ว ฯลฯ แต่ด้วยความมั่นใจครับผัดไทยผมต้องเกิดแน่นอนเรามาดูขั้นตอนกันเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;&lt;strong&gt;ขั้นแรก ลวกเส้น&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาเส้นมาต้มครับ ง่ายมาก แต่เนื่องจากตอนซื้อมาไม่รู้ว่า 1 ห่อเนี่ยมันเยอะขนาดไหน อุตส่าห์ซื้อมา 2 ห่อ พอลวกเสร็จไปห่อนึงเห็นมันพองขึ้นมาเห็นแล้วแทบเป็นลม เยอะ อิ๊บอ๋าย กินได้ 5 คนอิ่ม  เอาล่ะไม่เป็นไรคนกินหลายคนยังไงก็คงหมด พอลวกเสร็จแล้วเอามาพักไว้ครับ มีข้อสังเกตว่าเวลามันพองเนี่ยขนาดมันคือเส้นใหญ่นะไม่ใช่เส้นกลาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#9999ff;"&gt;ขั้นที่ 2 ปรุงรสไก่&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มจากนำไก่มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดไม่ใหญ่เกินไป แล้วนำมาคลุกด้วยเครื่องปรุงดังต่อไปนี้ ซอสหอยนางรม , น้ำตาล , น้ำมะนาว , ผงกระเทียมพริกไท , น้ำปลา อ่านมาถึงตอนนี้หลายคนอาจจะคิดว่ามึงกำลังทำอะไรเนี่ยยยยย ตอบ กรูก็ไม่รู้เหมือนกันนนนนน  ไม่ขอบอกว่าใส่เท่าไรครับ เพราะทำกับข้าวไม่เคยใช้สูตร อาจารย์ยิ่งศักดิ์บอกให้ใช้ความรู้สึกทำกับข้าวคับ  คนให้เข้ากันถ้าคิดว่าสีได้แล้ว ok คับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ffff33;"&gt;ขั้นที่ 3 เอาไก่มารวน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใส่น้ำมัน ตั้งไฟให้ร้อนคับ เอากระเทียมบดลงไปก่อนเลย ประมาณ 1 ช้อน พอเห็นว่ากระเทียมเริ่มหอมแล้ว เอาไก่ที่ผัดลงไปรวนเลยคับแล้วเอาฝาปิดไว้รมควันซะ  พอได้ที่แล้วก็กลับให้ไก่สุกคับแล้วเอามาพักไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ffccff;"&gt;ขั้นที่ 4 ผัดเส้น&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เตรียมนำเส้นที่ลวกไว้ลงมาผัดคับ แต่เนื่องจากตอนแรกผมลืมคลุกเส้นกับน้ำมันไว้ เส้นมันก็เลยติดกันเป็นตังเม อย่างกับเส้นขนมจีนยังไงยังงั้น ซวยเลย ต้องใส่น้ำมันแล้วยีๆเส้นให้หลุดเอาทีหลัง (อย่าทำนะคับ)เอาเป็นว่าถ้าเส้นของคุณยาวสลวยสวยเก๋ แถมไม่แตกปลาย ราวกับเส้นผมที่สระด้วยแพนทีนโปรวีล่ะก็เอามันลงกระทะนะคับ แล้วตอกไข่ตามลงไป พอถึงตอนนี้ให้คุณนึกถึงเวลาแม่ค้าผัดไทยผัดคับ ใช้จินตนาการเยอะ อย่าพึ่งสูตร เอ่อ!!!อันนี้ซีเรียสคับ ไอน์สไตน์บอกว่าจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ พอคุณคลุกไข่กับเส้นจนเข้ากันแล้ว ตามด้วยน้ำมันหอย น้ำปลาและน้ำตาล ชอบรสไหนมากใส่อันนั้นเยอะคับ อย่ากลัวจะไม่อร่อยคับ ความกลัวเป็นสิ่งที่คุณสร้างขึ้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;ขั้นที่ 5 รวมเป็นหนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาไก่ที่คุณผัดไปแล้วมารวมกับเส้นคับในกระทะนั้นเลย ถ้าไก่มีน้ำมันเยิ้มไม่ต้องเททิ้งคับ พอผัดกับเส้นแล้วมันจะพอดิบพอดีเชื่อผมสิ ใส่ต้นหอมหั่นที่คุณมีทั้งหมดลงไป  ถึงขั้นนี้ไม่ต้องปรุงแล้วคับ ปิดฝารมควันมันอีกรอบแต่อย่าให้ไหม้นะแล้วตักใส่กะโหลก เอ้ย ใส่จานได้เลยคับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่น แตน แต๊น ออกมาแล้วผัดไทยของผม เอาล่ะครับ เรามาพิจารณาทีละอย่างคับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffff00;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;หน้าตา----&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; เนื่องจากส่วนผสมไม่มีหรือหาได้ยากลำบาก ผัดไทยจานนี้หน้าตาจะดูแปร่งๆไปหน่อย เหมือนอะไรสักอย่างน้า ???&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;กลิ่น -------&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt; ต่อเนื่องมาจากส่วนผสม หายไปเยอะ เพราะฉะนั้นกลิ่นก็เลยไม่ใกล้เคียงผัดไทย original มันชักจะใกล้เคียงอาหารจานหนึ่งเข้าไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;สุดท้าย รสชาติ ------&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt; ไม่ใช่ผัดไทยแน่นอน ไม่ใกล้เคียงเลย ไอ้เนี่ย &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ffff66;"&gt;&lt;em&gt;ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ 100%&lt;/em&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; เลย 5555555&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลการตัดสิน ถึงแม้ว่าจะตั้งโจทย์อย่างไปตอบอีกอย่าง แต่เมื่อพิจารณาจากรสชาติแล้ว แม่ช้อย ไม่รงไม่รำแล้ว เต้นฮิบฮ๊อบเลย อร่อยมั่กกกกกกกค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวของผัดไทยจานแรก (ที่ทำเอง) ก็จบลงอย่างหักมุมด้วยประการฉะนี้แล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. วันนี้ลองทำอีกรอบ เรายืนยันได้ว่า ผัดไทย (ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่) ของเราไม่ได้มาเพราะโชคช่วย มันยังอร่อยเหมือนเดิม โอว จอร์จ มันยอดมาก&lt;br /&gt;ปล. 2 ลงรูปไม่ได้อีกแล้น เดี๋ยวลงได้เมื่อไร จะเอามา post ให้ละกันนะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115226859983016416?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115226859983016416/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115226859983016416' title='9 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115226859983016416'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115226859983016416'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/07/chapter30.html' title='Chapter30 # ผัดไทยเปลี๊ยนไป๋'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>9</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115185156036763654</id><published>2006-07-02T07:43:00.000-07:00</published><updated>2006-07-02T07:46:00.393-07:00</updated><title type='text'>Chapter 29 # ควันหลงและสัจธรรมในเกม Germany VS  Argentina</title><content type='html'>2/7/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากเกมคู่เยอรมัน อาร์เจนตินา จบลงพร้อมกับความปราชัยของเต็งจ๋าในสายตาใครๆอย่างฟ้าขาว  อาร์เจนตินา ก็บังเกิดข้อพิพาทในอินเตอร์เนตมากมาย โดยเฉพาะเหตุการณ์หลังเกม ซึ่งก็คงจะรู้กันอ่ะนะ  แต่ประเด็นที่เอามาเขียนต่อไปนี้เป็นสัจธรรมบางอย่างที่คนเราไม่ค่อยเข้าถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกใบกลมๆที่คนเรียกว่าฟุตบอล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการแรก  ฟุตบอลเต็มไปด้วย If clause แบบ second condition เต็มไปหมด (พูดถึงเหตุการณ์ที่ไม่สามารถเป็นจริงได้) เช่น If Crespo reached the ball that error passed by Lahm,the defender of Germany , Argentina would be the winner . หรือ Argentina might get through the semi – final , if they sent Messi on to the pitch .  จะเห็นได้ว่าในความเป็นจริงทั้ง 2 เหตุการณ์แท้แล้ว ไม่เคยเกิดขึ้น  แต่สิ่งนี้คนไม่มองหรอกครับ คนจะมองในกรณีที่ 2 ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่ 2 ความผิดพลาดของผู้ตัดสิน  จากประสบการณ์ที่เคยเป็นผู้ตัดสินเกมฟุตบอลมา (บ้าง) บอกได้เลยว่าคนที่คุมอารมณ์เก่งที่สุดในสนามไม่ใช่นักฟุตบอลแน่นอน แต่เป็นผู้ตัดสิน ฟาวล์มันก็ด่า ให้เหลืองมันก็ด่า ให้แดงมันก็ด่า เดี๋ยวนาทีนี้ให้ฟาวล์มันยกนิ้วให้ นาทีต่อไปมันฟาวล์บ้างด่าพ่อเราอีกแล้ว พอจบเกมตามมาด่าแม่เราอีกต่างหาก  พอเราบอกว่านัดหน้ามึงเป่ามั้ย มันก็ไม่ทำไม่อยากโดนด่า(ซะงั้น ….ผู้ชายแบบนี้ใจป้อดมีไม่น้อยคับ…..ใครมีแฟนที่เคยเป็นกรรมการฟุตบอล รับประกันได้ว่าชีวิตจะมีความสุขคับ เป็นคนมีความอดทนสูง อิอิอิ)  จากที่ได้ดูคู่เยอรมัน – อาร์เจนตินา ในเกมมันก็ดูปรกติดีไม่ได้มีประท้วงคำตัดสินอะไรมากมาย แม้แต่ลูกที่คล้ายจะเป็นจุดโทษก็พอจะยอมรับได้ ถ้าจะไม่ให้  แต่ขอโทษทีเถอะ ไมรู้กองเชียร์อาร์เจนตินาจากไหนไม่ค่อยยอมรับการตัดสินกรรมการสักเท่าไร ทั้งที่โค้ช เขาเองหรือกัปตันทีมอาร์เจนเองก็ไม่ได้ออกมาวิจารณ์กรรมการเลยแม้แต่นิดเดียวหลังการแข่ง  พี่ไทยดันไปเดือดร้อนแทนเขาซะงั้น นี่ถ้าเป็นทีมไทยไปเล่นตูจะไม่บ่นเลย   ท่าทางจะเสียไปเยอะ กับคู่นี้ ก็บอกแล้วคู่ที่มันสูสีอย่าริไปเล่น อิอิอิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่ 3 ความช่างสังเกตของคนไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก เผลอๆจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ  บางท่านสรรหาคำถามมาถามหลังจบเกม ทำไม Klose ไม่โดนใบแดง ทำไมไม่มีภาพ replay จังหวะนั้น จังหวะนี้ ทำไมลูกนั้นไม่ฟาวล์ ทำไมไม่จุดโทษ  ผมลองนั่งดู comment ของฝรั่งมันก็ว่าเกมนี้ก็แฟร์ดี (ไม่รวมเหตุการณ์บ้าๆบอๆ หลังจบเกมนะ) เยอรมันจะต้องเป็นฝ่ายตั้งรับก็ไม่เห็นแปลก ในเมื่อตัวผู้เล่นเทียบไม่ได้กับอาร์เจนตินาอยู่แล้ว ฟุตบอลมันไม่ใช่บัญญัติไตรยางศ์ หรือให้คะแนนว่าทีมไหนมีผู้เล่นดีกว่าจะชนะเสมอไป ไม่งั้นฟุตบอลโลกแข่งมา 16 ครั้ง บราซิลก็คงเก็บไปประมาณ 10 ครั้งแล้ว  บางรายก็หาความเชื่อมโยงให้ได้ (อย่างผู้รู้ดีซะด้วยนะ) ว่าประธานฟีฟ่าเป็นชาวอะไร ฟุตบอลโลกคราวนี้แข่งที่ไหน ---เออ ฟุตบอลโลกคราวนี้เยอรมันน่ะเจ้าภาพ แต่ประธานฟีฟ่าน่ะ คนสวิสเฟ้ย จะแดกดันกันไปถึงไหน…..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับคนเชียร์บอลโลกที่ทีมรักของท่านเริ่มร่วงตกรอบไปตามกาลเวลา ผมมีวลีดีๆเพื่อลืมความผิดหวัง 2 อันนะครับ หวังว่าคงจะช่วยท่านปลงกับทีมรักของท่านได้ไม่มากก็น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Jack Niclaus มีวลีเด็ดว่า “It’s just a game.” มันก็เกมๆนึงเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่วลีเด็ดที่สุดต้องคนนี้คับ แกรี่ ลินิเกอร์ ยอดศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษ พูดไว้เมื่อครั้งหลังจากดวลจุดโทษแพ้เยอรมันในรอบรองชนะเลิศ world cup ปี 1990 ที่อิตาลี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Football is a game , which played by 11 players each side and Germany ’ll win eventually .”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;------------------  คำพูดท่านช่างขลังแท้ แฟนทีมอื่นกรุณาปลงเสียเถิดครับ55555  ---------------------&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115185156036763654?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115185156036763654/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115185156036763654' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115185156036763654'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115185156036763654'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/07/chapter-29-germany-vs-argentina.html' title='Chapter 29 # ควันหลงและสัจธรรมในเกม Germany VS  Argentina'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115070075089819048</id><published>2006-06-18T23:59:00.000-07:00</published><updated>2006-06-19T00:05:50.913-07:00</updated><title type='text'>Chapter 28 # ขาวๆ สวยๆ ฉ่ำๆ มาแล้วจ้า</title><content type='html'>12/6/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;****  เขียนเสร็จมาชาติเศษ แต่เนื่องจากเนตเน่าก็เลยพึ่งเอามาลงจ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            เป็นไงครับหลังจากบอลโลกเริ่มกันแล้ว ใครเริ่มขอบตาดำคล้ำกันบ้างหรือยังครับ ใครกระเป๋าตังค์เริ่มรั่วก็ ลด ละ เลิก เสียนะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน ยิ่ง พวกที่ต่อเยอะๆ อย่างสวีเดน เจอ ตรินิแดด อย่างเงี้ย คาดว่าหัวทิ่มกันไปหลายคน อิอิอิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               มาพูดถึงหัวข้อกันบ้างดีกว่า วันนี้โชคดีแต่เช้า เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า เมื่อวาน 11 /6/06 เข้านอนตอนตี 3 เพราะนั่งดูคู่ฮอลแลนด์ กับเซอร์เบียอยู่ ก็ไม่รู้สึกอะไร แค่รู้สึกว่าอากาศมันร้อนจัง จริงๆก็ร้อนมาทั้งวัน ประมาณ 18 องศา (ที่เมืองไทยคงแอบบ่นว่าแกมาเอาอากาศที่นี่ไปใช้สัก 4-5 องศาได้มั้ย อิอิอิ) พอขึ้นมานอนก็รู้สึกว่าข้างนอกฝนจะตก ซึ่งก็เป็นธรรมดาอีกเหมือนกันสำหรับที่นี่ ก็ยังไม่ได้ใส่ใจ พอตอนเช้า คุณพุด (จำคุณพุดได้มั้ยครับ แมวนิสัยเหมือนแมวน่ะคับ) มาเคาะกระจก  หะแรกก็สงสัยว่าทำไมมันเคาะนานจังวะ เฮ้ยไม่เคาะเปล่ามีร้องอ้อนวอนด้วย  ก็ยังใจแข็งไม่เปิดให้ครับ ตอนหลังชักจะเคาะถี่ แถมร้องประมาณว่ายูไม่เปิดไอตายแน่ๆ (พอจะฟังภาษาแมวออกแล้วคับ) ก็เลยเปิดกระจกให้เข้ามา…..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               ความรู้สึกแรกที่เปิดกระจกออกไป … เอ๊ะ ทำไมสายตาเรากลายเป็นจอขาว ดำวะ  …ก็เลยก้าวออกไปนอกหน้าต่าง  เฮ้ยน้ำนองเลยว่ะ  ….ทันใดนั้นก็พึ่งจะรู้สึกว่าเย็น   …เอ๊ะยังไง ขยี้ตา 3 ที เฮ้ย!!!!! หิมะตกๆๆๆๆๆๆๆๆๆนี่หว่า ตกหนักด้วย  ด้วยความห้าว (เปิ่น) ไม่เคยเจอหิมะ แทนที่จะคว้าเสื้อกันหนาวเดินออกมา ทายสิครับว่าหยิบอะไรก่อน …. แน่นอนคับต้องเป็นกล้องดิจิตอลอยู่แล้ว  ตั้งแต่มาเจอสวยๆ ขาวๆ มาก็มีบ้าง แต่เจอแบบฉ่ำๆด้วยด้วยก็วันนี้เองคับ  (พี่พจน์อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วคงจะแอบแช่งผมอยู่ในใจ …ผมผิดไปแล้วคับ (+_+))อิอิอิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               จริงๆวันนี้ถ้าจะหยุดเรียนก็ไม่มีใครว่าหรอกครับ ถึงโรงเรียนจะเปิดก็ตาม เพราะโรงเรียนหลายๆโรงเรียนวันนี้ก็หยุดให้เด็กๆไปปั้น Snow man เป็นกรณีพิเศษอยู่แล้ว   แต่เนื่องจากความห้าว ไม่เคยเห็นหิมะ คิดหรือว่าจะหยุด โหะๆ ไปถึงโรงเรียนก่อนเข้าเรียนอีกนะ ฟิตซะ (ทั้งที่ปรกติ ผูกขาดตำแหน่งเจ้าชายสายเสมอ อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง)  Andrew ทำหน้าเอ๋อ เล็กน้อยวันนี้นอกจากจะไม่ขาดเรียนแล้วยังมาก่อนตูอีกนะ   อาจจะมีบางคนถามว่าทำไมถึงต้องเห่อขนาดนั้น ก็ต้องบอกไว้ก่อนว่าปรกติหิมะที่ NZ เนี้ย ว่ากันว่ามาปีละครั้ง ครั้งละ 1 วัน พลาดแล้วพลาดเลย  อย่างปีที่แล้วมาผิดฤดูตอนกันยาซึ่งเป็นช่วง Spring ถ้าปีนี้มาตอนกันยาก็คงไม่เจอกันเพราะคาดว่าถึงตอนนั้นคงอยู่ที่ Auckland ก็เลยภาวนาว่าถ้ามาก็มาตอนมิ.ย.-ส.ค. ละกันจะได้ชื่นใจหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            ตอนเดินออกมาจากบ้านเจอหนูตายอยู่ที่พรมเช็ดเท้าหน้าบ้าน  ตกใจเล็กน้อย  พอนั่งพิเคราะห์ดูสาเหตุการตาย โดยไม่ต้องใช้วิธีผ่าแบบหมอพรทิพย์แล้ว  ประเมินได้ว่าหนูตายเพราะหนาวตายค่อนข้างแน่ ก่อนส่งให้แผนกชันสูตรพลิกศพอย่างไส้เดือน หนอน และแบคทีเรียที่อยู่ในดินดำเนินการขั้นต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               พอออกจากบ้านมา มีที่ที่ตั้งใจคิดว่าจะไปเป็นพิเศษสำหรับ ถ่ายรูปก็เป็นที่ Botanic garden นั่นแหละครับ แต่การจะเดินไปถึงไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงแม้จะเดินจาก square ใจกลางเมืองไปแค่ 5 นาทีก็ตาม เนื่องจาก  1.หิมะตกหนัก 2. ถ้าหิมะหยุดตก ฝนก็ตกแทน 3.พอฝนหยุดหิมะก็กลับมาตกต่อ   การจะเดินฝ่าหิมะออกไปเนี่ย เป็นเรื่องสาหัสเอาการ คิดอยากไปดูเขาปั้น Snow man แต่ถ้าเดินออกไปไม่ดูตาม้าตาเรือ จากจะไปดูเขาปั้น เราก็จะกลายเป็น Snow man เสียเอง  แต่ถ้าจะฝ่าฝนออกไปก็เปียกเหมือนกัน เลือกไม่ถูกระหว่างกำขี้หรือว่ากำตด  สุดท้ายด้วยความไม่คุ้นเคย หนาวก็ใช่ที่  จะไปเดินกลางหิมะตกโครมๆก็กะไรอยู่ งานนี้กำตดละกัน หิหิหิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               ก็เลยรอจนเลิกเรียน(เลิกเรียนเร็ว) ก็อาศัยจังหวะดีๆที่ฝนตกไม่หนักมากเดินฝ่าไปถึง Botanic garden จนได้เก็บภาพมาฝากกัน (จริงๆมันก็ภาพเดิม location เดิม แต่ใส่ลูกเล่นใหม่เป็นหิมะลงไปด้วยนะครับ อิอิอิ)   ไปดูที่ &lt;a href="http://www.zorpia.com/thitipan"&gt;www.zorpia.com/thitipan&lt;/a&gt; นะ มองไปทางด้านขวาจะเห็น link นั่นแหละ กดเข้าไปเลย  แบบว่ามัน post รูปไม่ติดอ่ะ ทำไมเป็นงี้ก็ไม่รู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               ปล.1 ใครเคยมีประสบการณ์กับหิมะมาแบบล้นปรี่ แล้วจะหาว่าผมเห่อก็ได้นะ มันเรื่องจริง (-_-!!)&lt;br /&gt;ปล. 2 เขาว่าถ้าอุณหภูมิสูงมากๆ(ผิดปรกติ)ในช่วงหน้าหนาวแล้ววันถัดๆมามีโอกาสเป็นไปได้ที่หิมะจะตก ใครรู้เรื่องนี้บ้างครับ อธิบายให้ผมฟังหน่อยสิครับ แบบว่าเด็ก Art (ศิลป์) เต็มตัวครับ เรื่องวิทย์ๆ  รู้แต่เรื่องโภชนาการ 5 หมู่ กับพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115070075089819048?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115070075089819048/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115070075089819048' title='10 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115070075089819048'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115070075089819048'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/06/chapter-28.html' title='Chapter 28 # ขาวๆ สวยๆ ฉ่ำๆ มาแล้วจ้า'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>10</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-115015953753885026</id><published>2006-06-12T17:34:00.000-07:00</published><updated>2006-06-12T17:45:37.556-07:00</updated><title type='text'>Special issue # political world cup series (2)</title><content type='html'>11/6/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               หลังจากได้เห็นตัวผู้เล่นของทางฝั่ง ไทยรักไทย FC ในคราวที่แล้ว คราวนี้เรามามองทางฝั่งผู้เล่นทีมพันธมิตร ยูไนเต็ด หรือ อีกนัยหนึ่งคือทีมรวมดาวกระจายกันบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               ทีมรวมดาราจัดทีมในระบบ 4-4-2 เน้นเกมรุกเป็นหลัก ผู้เล่นแต่ละคน ตอนนี้ต้องบอกว่าหลายคนอยู่ในช่วงฟอร์มขึ้น ได้รับความเชื่อถือในฝีเท้าจากผู้ชมที่เป็นแฟนบอลในเขตเมืองใหญ่ๆอย่างมาก โดยเฉพาะหลายๆคนที่มาจากสโมสรที่ผู้เล่นมีดีกรีสูงๆอย่าง กลุ่ม academic  (หรือเคยเล่นในทีม Academic club)ดูจะได้รับการยอมรับจากผู้ชมกลุ่มมหาวิทยาลัยเป็นพิเศษ   นอกจากนั้นผู้เล่นบางส่วนที่สังกัดสโมสรอย่าง ปชป เรนเจอร์ ที่แพ้ไทยรักไทย FC หลุดลุ่ย ในการแข่งขันคราวก่อน  กลับมาคราวนี้มีลูกล่อลูกชนที่แพรวพราว มั่นใจได้ว่าจะสร้างความลำบากใจให้กับ ไทยรักไทย FC ได้อย่างแน่นอน  เหนืออื่นใด ตัวผู้เล่นบางตัวของพันธมิตร ยูไนเต็ด ที่จะลงวัดแข้งกันในวันนี้นั้น บางคนเคยมีความทรงจำดีๆ ทั้งเคยเป็นกองเชียร์ชนิดเหนียวแน่นหนึบ ของไทยรักไทย FC ในอดีต  กลับกันบางคนก็เคย ฝากรอยแผลให้ไทยรักไทยในการแข่งอุ่นเครื่องมาแล้วเช่นกัน  ไม่ให้เป็นการเสียเวลา เริ่มจากแผงหลังกันเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้รักษาประตู : “มือกาว ปัด ป้อง ชิน (ปปช.)” กล้าณรงค์ จันทิก เคยเล่นให้ทีมเฉพาะกิจอย่าง ปปช. ชาเลนเจอร์ ก่อนที่จะหมดสัญญา และเตรียมเซ็นสัญญาแบบ free agent กับ วุฒิสภา โรเวอร์ ในฤดูกาลหน้า  ผลงานเด่นๆที่ ลูกทีมและกัปตันทีมไทยรักไทย FC จำได้ขึ้นใจคือ ความพยายามในการหยุดลูกยิง  “ซุกหุ้น” ของกองหน้าอย่างทักษิณ (ก่อนที่ทักษิณจะผันตัวไปเป็นนายทวาร) แม้คราวนั้นจะไม่สามารถหยุดลูกยิง ซุกหุ้นไว้ได้ เพราะกรรมการตาถั่วให้ลูกยิงที่ล้ำหน้าไปแล้วนั้นเป็นประตู ด้วยเหตุผลว่า “ล้ำหน้าโดยสุจริต” … กลับมาคราวนี้ เชื่อแน่ว่าถ้าลูกยิงของขุนพล ไทยรักไทย FC ไม่ดีจริง ผ่านมือ (โหวต) ของเขาลำบาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แบ๊กขวา : ถ้าไทยรักไทย FC ขับเคลื่อนเกมรุกโดยใช้ ปีกเนติบริกรจ่ายทะลุช่องว่างทางกฎหมาย แบ๊กที่จะรับมือก็ควรเป็นผู้ที่มีฝีเท้าเยี่ยมยุทธ ทางกฎหมายเช่นกัน ตัวเลือกทางแบ๊กขวาได้แก่ บรรเจิด สิงคะเนติ แบ๊กขวาจากท่าพระจันทร์ วันเดอร์เรอร์   ซึ่งกำลังเป็นขาประจำในการหยุดไทยรักไทย FC ไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แบ๊กซ้าย : ตัวเลือกทางฝั่งนี้มีไม่มากนัก ที่พร้อมจะหยุดเกมรุกแบบเจ้าเล่ห์ แสนกล ของไทยรักไทย FC จึงต้องหาผู้เล่นที่พร้อมจะเล่นได้ทั้งบู๊ และ บุ๋น รวมทั้งมีต้นทุนความน่าเชื่อถือจากเพื่อนร่วมทีมสูง อีกหนึ่งทางเลือกที่เป็นไปได้คือ แบ๊กซ้ายจาก วุฒิสภา โรเวอร์ …โสภณ สุภาพงศ์  สมัยเล่นเป็นกัปตันทีมให้ทีมในลีกธุรกิจ อย่าง บางจาก ยูไนเต๊ด เป็นผู้เล่นเกมรุกที่เล่นได้ตามหน้าที่จนได้รับเสียงชื่นชม ทำให้ทีมบางจาก ยูไนเต๊ด รอดพ้นจากการตกชั้นมาได้   หลังจากเข้าสู่ลีกการเมืองกลายมาเป็นแบ๊กซ้ายจำเป็น มีความสามารถรอบตัว รุกก็ได้ รับก็ดี เป็นนักเตะอเนกประสงค์ที่ทีมต้องมี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เซนเตอร์แบ๊ก : จากคนที่เคยเป็นกองเชียร์อย่างเหนียวแน่นหนึบ ของไทยรักไทย FC กลายมาเป็นคู่แค้น …ประเวศ วะสี … ถูกยืมตัวมาจาก senior league แม้ว่าวัยอาจจะไม่เหมาะกับการเล่นในระดับสูงสุดแล้ว แต่เนื่องจากเป็นบุคคลที่น่าจะรู้ทันจังหวะเกมของ ไทยรักไทย FC มากที่สุดคนหนึ่ง สำหรับเกมนัดเดียวนี้ ตำแหน่ง เซนเตอร์ตัวชนในการหยุดไทยรักไทย FC จึงเป็นหน้าที่ของเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สวีปเปอร์ : อัมมาร สยามวาลา จาก TDRI sport club แม้จะไม่ใช่กองหลังเลือดร้อน เข้าบอลดุดัน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของเขาในการหยุดเกมรุกของไทยรักไทย FC จุดเด่นของสวีปเปอร์ รายนี้อยู่ที่การอ่านเกมได้ขาด และมีเหตุผล  ทุกครั้งที่ออกมาตัดบอลจะต้องมีของแถมเป็นข้อมูลที่วิจัยอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ไว้ทำให้ผู้เล่นหนุ่มๆของไทยรักไทย FC เจ็บใจเสมอ เป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอลวัยรุ่นโดยเฉพาะพวกเศรษฐศาสตร์แฟนคลับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้ามมาดูที่แผงกองกลางกันบ้าง แผงกองกลางชุดนี้เต็มไปด้วยผู้เล่นแนวรุก ชั้นเชิงแพรวพราวที่ฟอร์มกำลังขึ้น บางคนติดทีมมาหลายสมัยและเตรียมนำลูกเล่นใหม่ๆมาโชว์ ในขณะที่บางคนติดทีมเป็นสมัยแรก กำลังเร่งสร้างผลงานอย่างขมีขมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีกขวา : อีกหนึ่งตำแหน่งที่ วุฒิสภา โรเวอร์ ส่งเข้าประกวด  …ไกรศักดิ์ ชุณหะวันต์ ลูกชายของอดีตกัปตันทีมชาติพัฒนาผู้ล่วงลับ(ปัจจุบัน ควบรวมกับไทยรักไทย FC เรียบร้อยแล้ว)  เนื่องจากเป็นผู้มีฝีเท้าโดดเด่นในการต่างประเทศ จึงมักมีลูกเล่นที่ผู้ชมไม่เคยเห็นมาก่อนมาโชว์เสมอ เป็นหนึ่งตัวรุกที่ไทยรักไทย FC ต้องจับตาเพราะคาดเดาได้ลำบาก ว่าจะเอาอะไรมาโชว์   บางครั้งเล่นดีแต่ไม่สม่ำเสมอ คล้ายคริสเตียโน่ โรนัลโด้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปีกซ้าย : อดีตปีกจากท่าพระจันทร์ วันเดอร์เรอร์ และผู้เล่นของทีม วุฒิสภา โรเวอร์..เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เล่นบทบาทปีกจอมแฉ แฉแต่ละทีกองหลังไทยรักไทย FC แทบสะท้าน ลูกจ่ายแบบ “รู้ทันๆ” นั้นทำเอาผู้เล่นไทยรักไทย FC ต้องลงมาตั้งรับกันพัลวัน จังหวะเลี้ยงหรือกระชาก แบบ “ขอเลี้ยงด้วยคน” ก็เป็นอีกอาวุธที่นำมาใช้อยู่บ่อยๆ  เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่อยู่ใน Black list อันตรายลำดับต้นๆของผู้เล่นแนวรับไทยรักไทย FC&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กองกลางตัวรับ : สุริยะใส กตะศิลา รายนี้ถ้าจำไม่ผิด  เคยเล่นให้ทีมนอกลีกอย่าง NGOs  rovers มาก่อน เนื่องจากทีมเปิดเกมบุกอยู่ตลอดเวลาเพราะ ผู้เล่นแนวรุกดีๆมีล้นทีม  ภาระเลยไม่ตกถึงเขามากนักในรอบที่ผ่านๆมา เป็นเหมือนแม่บ้านภายในสนามสำหรับคอยคุมจังหวะของเกม  บทบาทในตอนนี้ เน้นจ่ายความรู้ไปตามจุดต่างๆในสนาม โดยเฉพาะสนามในต่างจังหวัด ล่าสุดไม่นานมานี้เอาตัวรอดจากการโดน “ปาเจโร่” เล่นตุกติกที่อุดรธานีมาได้อย่างหวุดหวิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กองกลางตัวรุก : จากทีมเก่าแก่อย่าง ปชป.เรนเจอร์  ใครได้ยินก็ต้องร้องอ๋อ &gt;&gt;  “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ  เล่นบทมิดฟิลด์ตัวรุกให้ ปชป.เรนเจอร์มานาน ฟอร์มหายไปพักใหญ่ๆหลังจากบาดเจ็บสาหัสจากอาการ สปก.เป็นพิษ  พึ่งจะเรียกฟอร์มเก่งกลับมาติดทีมได้ทันเวลา   ถือได้ว่าเป็น Key man ของทีมเวลานี้ก็ได้ โดยเฉพาะกับคนที่ต้องปะทะกันตรงกลางสนามอย่าง “จอมทัพลวงตา” ธรรมรักษ์ อิศรางกูล  ลักษณะลูกยิงของเทพเทือกที่ผ่านๆมาหลังๆนี้พุ่งค่อนข้างจะตรงกรอบ   งานนี้ไม่แน่ พันธมิตร ยูไนเต็ด อาจจะได้ 2 เด้ง ทั้งธรรมรักษ์ถูกใบแดง และ เป็นประตูชัยของพันธมิตร ยูไนเต็ดหรือไม่นั้น กรรมการ FIFA จะเป็นผู้ให้คำตอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขยับมาที่แดนหน้า 2 รายที่เป็นแผงหน้าของพันธมิตร ยูไนเต๊ด จัดได้ว่าอันตรายต่อ ไทยรักไทย FC เป็นอย่างยิ่ง คนนึงลูกยิงหนักหน่วงเข้าข้อ (5ข้อ) อีกคนนึงเคยยิงปะตูไทยรักไทย FC มาแล้ว เริ่มจาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หน้าต่ำ : ปราโมทย์ นาครทรรพ จากกลุ่ม academic club ฟอร์มแรงมากในระยะหลัง หลังจากที่โชว์ลูกล๊อครหัสฟินแลนด์ ซึ่งเชื่อว่าได้รับการถ่ายทอดมาจากอดีตสตาฟต์โค้ช ของไทยรักไทย FC ที่ลาออกมา เรียกได้ว่าลูกล๊อคหลบ 5 จังหวะนี้จะทำให้ระเบียบในแผงรับของไทยรักไทย FC ปั่นป่วนแน่นอน  ถ้าลูกยิงของเขาเข้าข้อชัดๆ (ทั้ง 5 ข้อ) เมื่อไรล่ะก็ ปิดประตูแพ้สำหรับ พันธมิตร ยูไนเต็ดทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กองหน้า : รสนา โตสิตระกูล จากทีม NGOs  rovers และกำลังเซ็นสัญญาไปเล่นให้ วุฒิสภา โรเวอร์ ในฤดูกาลหน้าเช่นเดียวกับผู้รักษาประตู กล้าณรงค์ เป็นหนึ่งในไม่กี่คนในลีกที่เคยยิงไทยรักไทย FC ได้ ลูกยิงที่หลายคน Replay ซ้ำแล้วซ้ำเล่าและเป็นลูกยิงประวัติศาสตร์ อย่าง “ลูกแปร กฟผ.” ทำให้นายทวารอย่างทักษิณ เซ็งจอร์จ มาแล้ว แว่วๆมาว่าถ้ามีโอกาสง้างเท้าเมื่อไร ก็จะยิงอีก กำลังตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อมอย่างขะมักขะเม่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกยิงแปรรูปต่างๆ งานนี้เหล่าบรรดากองเชียร์ไทยรักไทยอาจจะได้ทำหน้าเก๊กซิมอีกก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายชื่อผู้เล่นสำรอง&lt;br /&gt;ไชยยันต์ ไชยพร  : กองหลังจอมขบถ จากทีมสิงห์ดำ ยูไนเต็ด&lt;br /&gt;ชัยอนันท์ สมุทวาณิช : กองหลังตัวเก๋า จากกลุ่ม Academic club&lt;br /&gt;ฮิวโก้   : มิดฟิลด์สิบล้อถีบ  ทีมบันเทิง เริงรมย์ ส่งเข้าประกวด&lt;br /&gt;เดอะ มาร์ก : มือกาวอาบน้ำผึ้ง 2   ทายาทมีดโกน 1 จากทีม ปชป เรนเจอร์&lt;br /&gt;ไทกร  : กองหน้าที่ราบสูง  อดีตลูกทีม ปชป เรนเจอร์ ปัจจุบัน เป็นกัปตันทีมน้องใหม่อย่างทีม อีสานกู้ชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นำเสนอโดย เดอะ Manager มาตรา 7 ……….. (คนที่ผมไม่ต้องบอกคุณก็รู้ว่าใคร)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉบับหน้า…ปิดฉาก Series   อยากรู้ว่าเกมและ ผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ถ่ายทอดสดส่งตรงจากขอบสนาม&lt;br /&gt;โปรดติดตามด้วยใจระทึก ………เร็วๆนี้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-115015953753885026?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/115015953753885026/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=115015953753885026' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115015953753885026'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/115015953753885026'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/06/special-issue-political-world-cup_12.html' title='Special issue # political world cup series (2)'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-114958692249616623</id><published>2006-06-06T02:30:00.000-07:00</published><updated>2006-06-06T02:42:02.516-07:00</updated><title type='text'>Special issue : Political world cup series (1)</title><content type='html'>6/6/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเมืองแสนร้อนแรง ฟุตบอลโลกก็กำลังมา เลือกไม่ถูกว่าจะปล่อยวางอันไหน ด้วยเหตุนี้เราเลยจับ 2 เรื่องนี้เอามารวมและเขย่าออกมาเป็นเนื้อเดียว ใน series ของ political world cup แบบ ไทยแลนด์ ไทยแลนด์  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               ก่อนอื่นต้องขอแนะนำทางฝั่งแชมป์เก่าเสียก่อน  แชมป์เก่า “ไทยรักไทย FC” แชมป์เก่า  2 สมัยหลังสุด กว่าจะหลุดมาถึงรอบชิงชนะเลิศคราวนี้เรียกว่าฟอร์มกระท่อนกระแท่นพอสมควร เรียกว่าเสียราคาแชมป์เก่าไปเยอะ จากเคยชนะ 19 ต่อ 10 (ล้านประตู) ฟอร์มล่าสุดในแมตซ์ที่ผ่านมาหลายคนมีปัญหากับตัวเอง ลูกทีมหลายคนโดยเฉพาะแนวรุกจากแดนใต้ฟอร์มตกไม่สามารถเอาชนะเสียงโห่ในสนามได้ บางตำแหน่งในแดนกลาง(ของประเทศ)แพ้ทีมโนเนม นาม 20 เปอร์เซ็น วันเดอร์เรอร์ ขาดลอย 85 ต่อ 15 ประตู(เสียง)  ซึ่งสร้างความสงสัย(และความสะใจ)ให้กับประชาชนบางส่วน(และกองเชียร์พันธมิตร ยูไนเต็ด)ว่ากับแค่ทีมโนเนมที่ไม่มีใครรู้จัก (เพราะไม่มีตัวตน) ทำไมถึงยังเอาชนะไม่ได้ กรรมการตัดสิน (หรือที่แฟนบอลเรียกย่อๆว่า กกต.) ก็เลยเข้ามาช่วยใกล่เกลี่ยโดยการเชิญทีมที่แพ้ในการแข่งขันรอบแรกๆมาสวมเสื้อไทยรักไทยFC  ลงบู๊กับ 20เปอร์เซ็น วันเดอร์เรอร์ สุดท้าย 20 เปอร์เซ็นก็แพ้ไปอย่างน่าเจ็บใจเพราะเจอการเล่นแบบ 2 รุม 1 (ล่าสุดแมตซ์ดังกล่าวทั้งหมดถูกยกเลิก และเตรียมการจัดแข่งใหม่)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               นอกจากนั้นในการแข่งขันรอบที่ผ่านมา ได้ถูกคณะกรรมการ บริหารของ FIFA ลงโทษให้แข่งใหม่เพราะเชื่อกันว่า ไทยรักไทย FC ใช้ความได้เปรียบในฐานะที่ตนเองเป็นเจ้าภาพแก้ไขกติกาบางประการเช่น การแอบดูแผนการเล่นของทีมคู่แข่ง โดยการบังคับให้ทีมคู่แข่งหันตูดให้กรรมการ  เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               รูปเกมของไทยรักไทยในปัจจุบัน เริ่มที่จะถูกดักทางบอลโดยพันธมิตร ยูไนเต็ดมากขึ้น จากเดิมที่เน้นเกมบุกโดยมีกองกลางตัวปั้นเกม คอยจ่ายบอลสวยๆอย่างประชานิยม ให้แก่คู่ศูนย์หน้า ตอนนี้ลูกจ่ายดังกล่าวมักจะถูกสวนออกมา และโต้กลับโดยกองหลังอันเหนียวแน่นของพันธมิตร ยูไนเต็ด รวมไปถึงกองกลางจอมแฉของฝั่งพันธมิตร  และเนื่องจากช่วงนี้ ไทยรักไทย ฟอร์มการเล่นของผู้เล่นแนวรุกเริ่มจะแผ่ว ถูกกดดันหนัก ผู้จัดการทีมจึงเปลี่ยนการเล่นมาเป็นระบบ 4-5-1 เป็นหลัก อัดกองกลางตัวรับเข้าไปเต็มเหนี่ยว เรามาดูกันว่าถ้าวันนี้มีการแข่งขันรอบชิง ใครจะเป็นผู้เล่น 11 ตัวจริงของไทยรักไทย FC กันบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มกันที่แผงหลัง กำลังสำคัญในการนำทีมฟันฝ่าเข้ามาสู่รอบชิงนี้ เป็นแผงที่จัดว่าแข็งแกร่งและทรงอิทธิพลที่สุดของไทยรักไทยก็ได้ คอยให้สัญญาณกับแผงกองกลางและแผงกองหน้าจากแดนหลัง ไปดูกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ffff00;"&gt;ผู้รักษาประตู :&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;  หัวใจสำคัญของทีม ผู้เล่นที่เหมาะสมที่สุดที่จะรับตำแหน่งนี้ในทีม ได้แก่ &lt;span style="color:#ffff33;"&gt;ทักษิณ ชินวัตร&lt;/span&gt; เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่เปราะบางและได้รับการคุ้มครองจาก แบ๊กโฟร์ อย่างเข้มแข็ง  จะเห็นได้ว่าแม้กองหน้าของ พันธมิตร ยูไนเต็ด จะพยายามอย่างไรแต่ก็ฝ่าแนวป้องกัน และ ฝ่ามืออันเหนียวแน่น(กับเก้าอี้นายก) ไปได้ยากเหลือเกิน  เคยแขวนถุงมือไปพักนึงแต่ทนเห็นลูกทีมเล่นกันสะเปะสะปะไม่ไหวเลยต้อง return กลับมาช่วยทีมอีกครั้งพร้อมกับกระชากปลอกแขนคืนมาจาก กัปตันทีมคนก่อน ชิดชัย วรรณสถิตย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ffcc99;"&gt;แบ๊กขวา :&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; เจ๊หน่อย   &lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;สุดารัตน์&lt;/span&gt;   สร้างชื่อมาจาก สมัยเล่นให้กับพลังธรรม เรนเจอร์ ก่อนจะมาอยู่กับ ไทยรักไทยในปัจจุบัน  มักจะเล่นบทแบ๊กที่สอดขึ้นมาแทงทะลุให้ศูนย์หน้าบ่อยครั้ง ด้วยความที่หลายคนประมาทกับลีลาการลากเลื้อยที่(เหมือนจะ) อ้อนแอ้น ทำให้ลืมไปว่าเจ๊หน่อยนี่แหละ เป็นหัวใจในการเสริมเกมรุกให้ทีมได้แชมป์มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ffcc99;"&gt;แบ๊กซ้าย :&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;span style="color:#33ffff;"&gt;สุชน ชาลีเครือ&lt;/span&gt; รายนี้มาแปลก ไปเล่นเป็นกัปตันทีมให้กับทีมผู้สูงอายุอย่างวุฒิสภา โรเวอร์  ก่อนกลับมาเล่นอาชีพกับไทยรักไทยFC  แบบpart time ได้ชื่อว่าเป็นกำลังเสริมให้กับทีมยามทีมต้องการตัวช่วยในแนวรับ(ลูกและส่งผ่านนโยบาย) ลูกจ่ายเด็ดๆที่เห็นกันในช่วงนี้จนทำให้ติดทีมตัวจริงเช่น ลูกจ่าย สรรหา กกต หรือ ทำชิ่งศาล รธน เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ffff33;"&gt;เซนเตอร์แบ๊ก :&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่ทำต้องทำเพื่อทีม ชนทุกรูปแบบเพื่อหยุดเกมรุกของฝ่ายตรงข้าม และต้องหนาแน่น รวมทั้งกล้าเพียงพอที่จะรับใบเหลืองหรือใบแดงจาก กรรมการของ FIFA เมื่อเหลือบมองทางไทยรักไทย ก็มองหาใครไม่เจอ แต่มีคนเดียวที่เอาดีจากการเป็นกรรมการมาก่อนและมาเล่นราวกับเป็นไทยรักไทยซะเอง เซนเตอร์ผู้นั้นคือ “อย่างหนา” &lt;span style="color:#ffffcc;"&gt;วาสนา เพิ่มลาภ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;สวีปเปอร์ :&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ตำแหน่งตัวกวาดตัวสุดท้ายในสนาม ผู้เยือกเย็น  คอยบงการเกมให้ทีมเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบๆ (ไม่ว่าจะด้วยเล่ห์ กล หรือ มนต์ก็ตามที)และสื่อสารกับผู้รักษาประตูอย่างใกล้ชิด ตอนนี้ยังหาตัวแทนคนผู้นี้ไม่ได้เลย เขาคืออดีตยอดนักบอลทีมชาติพม่านามว่า &lt;span style="color:#33ffff;"&gt;เนวิน ชิดชอบ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เข้าสู่ตำแหน่งกองกลางซึ่งคอยสร้างสรรค์เกมให้กับไทยรักไทย  แต่เนื่องจากปัจจุบันหลายๆคนที่เคยเป็นตัวสร้างสรรค์ลูกจ่ายเยี่ยมๆของทีมได้แขวนสตั๊ดไป (หรือลาออก) ตำแหน่งเหล่านี้หลายคนเลยต้องใช้เด็กจากทีม  U 21(ทีมสำรอง) ขึ้นมาเล่น และโดยมากจะเล่นบทมิดฟิลด์ตัวรับ พันธ์หมาบ้าได้ดี  ส่วนเกมทางปีก ซึ่งเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนเกมของไทยรักไทย FC ก็ยังคงใช้บริการจาก “2 ปีกเนติบริกร” เหมือนเดิม มาดูกองกลาง 5 คนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;ปีกขวา :&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;span style="color:#99ffff;"&gt;วิษณุ เครืองาม&lt;/span&gt;  ลีลาการกระชากลากเลื้อย และหาช่องว่าง (ทางกฎหมาย) ยังคงพลิ้วไม่เป็นรองใคร แต่ช่วงนี้ ลูกจ่ายชักจะล้ำหน้าเยอะไปหน่อย หลังจากเปลี่ยนกรรมการมาเป็นศาล อาจเป็นเพราะ มาตรฐานการตัดสินของ กกต . กับศาลไม่เหมือนกัน ไทยรักไทยเกมรุกก็เลยอ่อนลงไปเยอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;ปีกซ้าย :&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อีกหนึ่งปีกถลาลมของไทยรักไทย&lt;span style="color:#ffff99;"&gt; โภคิน พลกุล&lt;/span&gt;  ดีรีโคตรบอลจากลีกฝรั่งเศส ผ่านการอบรมการเลื้อย และลูกล่อลูกชน จากอองดัวร์ สโมสรชั้นนำ ในฝรั่งเศส ลีลาการกระชากลากเลื้อยคล้ายๆวิษณุ แต่จะออกแนวดิบกว่าคือชนซึ่งๆหน้า นอกนั้นคล้ายกัน 2 คนนี้เป็นคอยขับเคลื่อนเกมรุก (และรับ) ของไทยรักไทย FC โดยใช้ลูกจ่ายเข้าช่อง(ว่างทางกฎหมาย) เป็นหลัก ปัจจุบัน ยังมองไม่เห็นใครจะมาเป็นตัวสำรองของยอดปีก 2 คนในไทยรักไทยนี้ได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;กองกลางตัวรับ :&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;span style="color:#99ff99;"&gt;จตุพร พรหมพันธ์&lt;/span&gt; ฉายา มาเฟียรามฯ  สร้างชื่อกระฉ่อนมาจากการเป็นกำลังสำคัญของทีมพรรคศรัทธาธรรม RU ในท้องถิ่นเล็กๆแถวๆรามคำแหง ก่อนหัวหน้าทีมทักษิณจะจับมาฟูมฟักให้เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรับ ในทีม U21 ของทีม ได้ขึ้นชั้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ไม่นานมานี้   มีบทบาทในการ “รับ” ทุกเรื่องที่มีคนกล่าวหา และโต้ทุกเรื่องเช่นกัน  เป็นกองกลาง Hard man พันธ์หมาบ้าที่ต้องมีไว้ประจำทีม เพื่อคอยตัดเกม (discredit) ฝั่งตรงข้าม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;กองกลางตัวรับ :&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;span style="color:#ffff99;"&gt;ศิธา ทิวารี&lt;/span&gt;  จากทีม U21 เช่นกัน  ด้วยมาดนุ่มนิ่มต่างจาก จตุพร แต่ปากเป็นเอก จึงได้ตำแหน่งกองกลางตัวรับคู่จตุพร เล่นตามหน้าที่ เตะทิ้ง เตะขาดไม่มีหวงบอล มิดฟิลด์ตัวรับ 2 ตัวทั้ง จตุพรและ ศิธา แทบจะไม่ได้มีส่วนในการสร้างเกม(นโยบาย) ให้กับไทยรักไทยในปัจจุบัน นอกจากทำลายเกมฝั่งตรงข้าม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffff99;"&gt;&lt;strong&gt;กองกลางตัวรุก :&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; ฉายาจอมทัพลวงตา บิ๊กแอ๊ด &lt;span style="color:#ffcc99;"&gt;ธรรมรักษ์ อิศรางกูล ณ อยุธยา&lt;/span&gt; จากสถิติเป็นมิดฟิล์ที่ผลิตสกอร์ให้ไทยรักไทยอย่างเป็นกอบเป็นกำที่สุด  โดยเฉพาะ การแข่งขันที่จัดขึ้นที่เขตอีสานสามารถผลิตสกอร์ได้เกือบทุกจังหวัดที่ไปเยือน  แต่ปัจจุบันได้ฉายาจอมทัพลวงตาเนื่องจากมีข่าวฉาวเรื่องล้มบอลกับทีมรองบ่อน 2-3 ทีม  แต่ยังไม่ยอมรับ  ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวีดีโอการฝึกซ้อมของไทยรักไทย FC ที่ถูกแพร่ภาพ (และโดนจับได้ว่าเล่นตุกติกเพื่อเอาชนะ 20เปอร์เซ็น วันเดอร์เรอร์)นั้น เป็นภาพของคู่แฝดนามว่าแอ๊ดเหมือนกัน แต่เป็น แอ๊ด สมบัติ เมทะนี อ้าว!!!!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาถึงตำแหน่งกองหน้า หัวเดียวกระเทียมลีบ จะเป็นใครไม่ได้นอกจาก แต่น แตน แต๊น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;กองหน้า :&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;  “กระบังจันทร์ส่องหล้า” &lt;span style="color:#66ff99;"&gt;พจมาน ชินวัตร&lt;/span&gt; (ยืมตัวมาจากทีมในเครืออย่าง  จันทร์ส่องหล้า FC) จริงๆแล้วเธอควรจะเล่น ตำแหน่งผู้รักษาประตู แต่เนื่องจากความเป็นผู้นำในการนำทีมฝ่าวิกฤติ เธอจึงเป็นเหมือนความหวังของเพื่อน(ลูกน้อง) ร่วมทีม อาจจะยิ่งกว่าหัวหน้าด้วยซ้ำ ผลงานไม่มีให้เห็นเป็นรูปธรรมนัก แต่เชื่อกันว่าทุกประตูที่ไทยรักไทยมีเธอเป็นผู้คอยจ่าย (เงิน) สนับสนุนทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ffffff;"&gt;สำรอง 5 คน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style="color:#ffff99;"&gt;ชิดชัย วรรณสถิตย์&lt;/span&gt; : กาวตัวแทน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffff33;"&gt;ฉลาด วรฉัตร :&lt;/span&gt; กองหลังพลีชีพ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#99ff99;"&gt;สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ :&lt;/span&gt; มิดฟิลด์ CTX&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#99ffff;"&gt;ปริญญา นาคฉัตรีย์ :&lt;/span&gt;  กองกลางจ้างก็ไม่รับ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;สุรพงศ์ สืบวงลี :&lt;/span&gt; กองหน้าหัวหมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#99ffff;"&gt;กุนซือคู่&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffcc99;"&gt;&lt;strong&gt;พรหมมิน เลิศสุริยเดช และ บวรศักดิ์ อุวรรโณ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;  : ภายใต้การอบรมโค้ชจากประเทศฟินแลนด์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;---- คราวหน้ามาต่อถึงทีมมาแรงอย่าง พันธมิตร ยูไนเต็ดกันบ้างครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-114958692249616623?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/114958692249616623/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=114958692249616623' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114958692249616623'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114958692249616623'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/06/special-issue-political-world-cup.html' title='Special issue : Political world cup series (1)'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-114862648112100128</id><published>2006-05-25T23:50:00.000-07:00</published><updated>2006-05-25T23:54:41.136-07:00</updated><title type='text'>Chapter 27# the final countdown</title><content type='html'>26/5/06&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/crusaders_album.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/crusaders_album.0.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/crusaders_album.0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;วันพรุ่งนี้เป็นวันแข่งนัดชิงชนะเลิศของรักบี้นิวซีแลนด์เขาละครับ เป็นการแข่งขันระหว่าง Crusaders VS Hurricanes อย่างที่เคยเขียนไปตั้งแต่ครั้งกระนู้นนนนน ว่า Crusaders เนี่ยเป็นเหมือนกับ Hometeam ของเมือง Christchurch เพราะฉะนั้นบรรยากาศวันนี้ซึ่งเป็นวันสุกดิบก่อนแข่งนัดชิงก็ค่อนข้างคึกคัก ส่วน Hurricanes เนี่ยเป็นเหมือนตัวแทนเมือง Auckland มั้งครับ การแข่งคราวนี้ก็เลยเหมือนศึกคนเกาะ เมื่อ 2 เกาะมาปะทะกัน แต่ว่าก็ว่าเถอะ จัดแข่งสนามเป็นกลางมาก เล่นที่ไหนไม่เล่น มาเล่นที่ Jade stadium ในเมือง Christchurch บ้านของ Crusaders เขา ยุติธรรมมั่กๆ ว่างั้นมั้ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กะแรกอยากจะเข้าไปดูในสนามเหมือนกัน เพราะเริ่มดูรักบี้เป็นแล้วก็สนุกดี ป่าเถื่อนและดิบ (แต่อย่างที่บอกถ้าจะเล่นคงไม่เล่น เพราะโดนนักรักบี้พุ่งชนนี่คงสาหัสไม่มากน้อยไปกว่าโดนรถบรรทุกชนเท่าไร) น่าเสียดายว่าบัตรขายหมดเร็วมาก ภายในวันเดียวเอง แต่ก็สมควรหมดอยู่เพราะ คนซื้อตั๋วไปตั้งเต๊นนอนรอหน้า counter ตั้งแต่หัวค่ำก่อนวันขาย แล้วคนที่หวังบัตรเหลือๆอย่างเราจะเหลือเหรอครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ในเมืองเนี่ยก็จะประดับธงเป็นสีแดงดำ (สีประจำเมือง แล้วก็ประจำทีมด้วย) ไปทั่วทั้งแสควร์เลย ถ้าใครนึกไม่ออกก็ลองนึกถึงตอนบอลประเพณี จุฬา ธรรมศาสตร์ อะไรประมาณนั้น ใครที่มีเสื้อทีม ผ้าพันคอ ก็จะใส่ออกมาประชันกันให้รู้ว่าฉันเนี่ยแฟนพันธ์แท้ นะจ๊ะ บางออฟฟิศมีธงแปะอยู่ที่กระจก รถเมล์ รถราง ก็แขวนธงไว้ด้วย เอากันเต็มที่ นี่ขนาดยังไม่แข่งนะ มีกลุ่ม พาเหรดชอปเปอร์ ขี่วนรอบเมือง แต่ไม่ได้กวนเมืองเหมือนบ้านเรานะ พวกเขาขี่บีบแตรเหมือนบอกเป็นนัยๆว่า ชาวเมือง Christchurch พรุ่งนี้อย่าลืมดูรักบี้ด้วยล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/crusaders.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/crusaders.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;พอมานั่งๆดูแล้ว ก็นึกถึงเมืองไทยเหมือนกัน เมื่อก่อนตอนมัธยม(หรือตอนนี้ก็ตาม) เราก็ดูบอลโรงเรียน เป็นแฟนพันธ์แท้ของทีมโรงเรียน เป็นหนึ่งในกลุ่มกองเชียร์ปีศาจ ปากหมาเป็นนิจ จิกได้จิก แจกได้แจก แต่พอจบเกมก็ต้องกลายเป็นอีกคนเพราะ ทีมมักจะแพ้มากกว่าชนะ ถ้าชนะก็ข่มชาวบ้านไปได้ 2 ปี ถ้าแพ้ก็เป็นเบี้ยล่างเขาไป 2 ปีเหมือนกัน (บางทีต้องเป็นเบี้ยล่างเพื่อนต่างโรงเรียนไป5-6 ปี เพราะทีมดันผูกปีแพ้… เซ็ง) แต่นั่นเป็นเพราะโรงเรียนชายล้วน เวลาทำอะไรก็ไม่ค่อยแคร์สายตาใคร เพื่อนเยอะเข้าว่า พอมาเรียนธรรมศาสตร์ อันนี้ก็มีบอลประเพณีเหมือนกัน แต่เชียร์ไม่ค่อยสนุกแล้ว เพราะทำอะไรก็ต้องระวัง เดี๋ยวอิสตรีจะหาว่าเราหยาบกระด้าง ทั้งที่จริงๆแล้ว การแดกดัน ทับถม แช่งชักหักกระดูก (ระหว่างแข่งนะ) กับ การเชียร์กีฬาเนี่ยมันมาคู่กันเลยนะจะบอกให้ ความถ่อยในตัวมันก็เลยลดลงไปด้วย แต่เมื่อใดมีแข่งบอลประเพณีของโรงเรียนแล้วได้กลับไปดู มัน(ความถ่อย) ก็จะกลับมาอีก สัญชาตญาณดิบน่ะครับ แต่เกมจบคนก็จบเหมือนกันนะ ดีดีดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสัก 2 ปีที่แล้ว ตอนที่ ทิดบอล ยังรุ่งๆ และยังเป็นข่าวกับสาว Doom Doom ทาทายัง ตอนนั้นมีแข่ง Davis Cup ผู้บรรยายไทยบรรยายเชิงขอร้องคนดูว่า อย่าโห่ครับ ควรดูอย่างมีมรรยาทนะครับ จะบ้าเหรอครับ เชียร์กีฬานะเว้ยไม่ใช่ดูลำตัด จะได้มานั่งพับเพียบปรบมือ กินข้าวโพด เขามีแต่เป็นเจ้าบ้านต้องทำให้ตัวเองได้เปรียบทุกรูปแบบ (ขอให้อยู่ในกติกาอ่ะนะ) ไม่ใช่เล่นเป็นเจ้าบ้านเหมือนเล่นในสนามเป็นกลาง แล้วจะไปเป็นเจ้าภาพทำแมวน้ำอะไร ทีพอไปเล่นต่างประเทศเจอกดดันก็หาว่าเขาเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ก็เป็นเพราะอย่างเงี้ย วงการกีฬาบ้านเรามันเลยย่ำอยู่กับที่ เพราะไม่มีกองเชียร์ …อย่างบอลไทยลีก(ทำเป็นเล่นไป ไปดูบ่อยๆนะคร้าบ)นี่เงียบขนาดที่ว่า มือถือดัง แทบจะจุ๊ปากกันเลย เงียบซะ(มันจะดูบอลหรือดูหนังก็ไม่รู้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บอลทีมชาติไทยที่เข้าไปดูแล้วประทับใจที่สุดครั้งสุดท้ายเกิดตอนสมัย 8 ปีที่แล้ว ตอนที่แข่งกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ไทยกับเกาหลีใต้ มีความรู้สึกว่าเออนี่แหละ จะดูกีฬา ดูบอล มันต้องอย่างงี้ ต้องมีอารมณ์ร่วม มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ดูแล้วขนลุกกกก บรื๋อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่เนี่ยเวลาดูกีฬา เขาดูแล้วก็เชียร์เหมือนเป็นคนบ้านเดียวกับเขา เป็นญาติเขา เวลาดูเขาก็ทุ่มลงไปเลยเต็มที่ แล้วพวกนักกีฬามันก็ใส่กันสมรายได้จริงๆ ตายเป็นตาย เจอโปสเตอร์นึงมี word ที่ยกให้กับทีมรักบี้ทีมชาติของเขา โคตรเท่ห์เลย เขียนว่า “ numbers on their backs , the fern on their chests , the nation behind them”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีหนึ่งที่รัฐบาล(ใครก็ได้ ที่ไม่ใช่เหลี่ยมกับพวก) น่าจะทำ สำหรับผมคิดว่าน่าจะมีพื้นที่ว่างสำหรับเล่นกีฬามากกว่านี้ ที่ดินตรงไหนที่ว่าง(เช่นหน้า ทูโช) …ถ้ารัฐมีเงินไปซื้อ ไปลงทุนสร้างกระเช้าเฮงซวยขึ้นภูกระดึง หรือ ผลาญงบไปกับถนนตัดเข้าน้ำตกทีลอซูละก็ เอาเงินไปซื้อที่ตรงนี้สร้าง facilities ให้เด็กแล้วก็เยาวชนให้เขามีที่วิ่งเล่นดีกว่า ยาเสพติดก็อาจจะลดลง ไม่ต้องเปลืองกระสุนตำรวจไปตัดตอน (หรือ ฆ่าตามอำเภอใจก็ไม่รู้) ที่ดินมีคุณค่ามากกว่าเอาไปสร้างห้างสรรพสินค้าตั้งเยอะ ห้างมันจะเยอะกว่าบ้านคนอยู่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นวิธีการจัดสรรที่ดินในนิวซีแลนด์ (โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีให้เด็กวิ่งเล่นกับสันทนาการทางกีฬา) ก็น่าอิจฉา สนามรักบี้เล่นฟรี มีเยอะ ไม่ต้องต่อคิว ใครใคร่เล่นๆ ใครใคร่ดูๆ พี่ไทยพวกผู้ใหญ่มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ วันๆชอบบ่นว่าเด็กสมัยนี้ไม่เอาไหน เอาแต่เที่ยวผับ กินเหล้า ร้องคาราโอเกะ หนีเรียนเที่ยวห้างติดเกม ติดเซกก์มันก็จริงว่าเด็กมันไม่เอาไหน แต่ไอ้คนเป็นต้นเหตุให้เด็กเหลวแหลกอย่างพวกผู้ใหญ่ของบ้านเมือง (โดยเฉพาะ ไอ้คนหน้าเหลี่ยมที่มันเน้นบริโภคเยอะๆน่ะ) แม่ม ไม่ได้เอาถ่านเอาทะเล ซะเลย อายปากเสียบ้างก็ดี ไอ้ด้านเอ้ย&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;ปล. ขึ้นต้นเรื่องนึงลงท้ายไปคนละเรื่อง(อีกแล้ว) มันอดไม่ได้จริงๆค้าบบบบ&lt;br /&gt;ปล2.คุณ พ ลูกคุณ ท หัวหน้าพรรค ท นายกประเทศ สารขันธ์ เคยมาเรียนที่นิวซีแลนด์จริงๆค้าบ แล้วมันก็โดนคุณพ่อ (ก็คุณ ท นั่นแหละ) ดึงตัวกลับ เพราะพ่อหวังดีให้ลูกมาดูดวิชา แต่ลูกเจือกไม่รักดีมาดูดกัญชาแทนค้าบ เรื่องนี้คนที่ Auckland เขารู้กัน &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-114862648112100128?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/114862648112100128/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=114862648112100128' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114862648112100128'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114862648112100128'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/05/chapter-27-final-countdown.html' title='Chapter 27# the final countdown'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-114778087312968062</id><published>2006-05-16T04:47:00.000-07:00</published><updated>2006-05-16T05:01:13.146-07:00</updated><title type='text'>Chapter26# Pussy cat</title><content type='html'>16/5/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงนี้ที่นิวซีแลนด์อากาศวิปริตจริงๆครับ เอาแน่เอานอนไม่ค่อยจะได้ บางวันบทจะดีก็ดีใจหาย แดดส่องทั้งวัน วันไหนบทจะแย่ล่ะก็พายุเข้าพัดเอาร่มพังไปเลยก็มี บางวันดีๆร้ายๆ ทุกๆ 5 นาที แดดออก ฝนตกชุก พายุมา ลูกเห็บร่วง ทั้งหมดเกิดภายใน 15 นาที…. เอากันให้พอเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุณหภูมิเริ่มต่ำลงเรื่อยๆ ตอนนี้ก็เข้าสู่หลักเลขตัวเดียวแล้ว (ที่ CHCนะครับ) ส่วนที่ Auckland ที่เพื่อนแป๊ปอยู่ ยังสบายๆที่ 10 กว่าๆ หิมะเริ่มตกบนยอดเขาแล้วล่ะครับ เห็นแต่ไกล อีกสักพักก็คงตกตรงกลางใจเมือง แล้วจะถ่ายรูปมาฝาก ให้คนที่อยู่เมืองไทยหายร้อนละกันนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากช่วงนี้ไม่ได้ไปแรดที่ไหน ( เพราะไม่รู้จะไปไหนแล้วนั่นเอง) ตอนนี้ก็รอเดือนสิงหาคมอย่างใจจดใจจ่อ เพราะจะนัดกันไว้กับแป๊ป (และคนที่เมืองไทยบางคน) ว่าจะไปเที่ยว Queenstown – Mt cook กัน ขอให้มาจริงๆละกันจะพาไปเที่ยว มรดกโลกของ นิวซีแลนด์เขาล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/SANY0791.jpg" border="0" /&gt;นอกเรื่องมาซะนาน จุดประสงค์ของการเขียนวันนี้วนอยู่กับเรื่องรอบตัวรอบบ้าน เรื่อง “แมว” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Pussy หรือ Pus ที่บ้านนี้ก็มีอยู่ตัวนึงเหมือนกัน แถมเป็นแมวแสนรู้ (และกวนเบื้องต่ำ)ซะด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณพุด เนี่ยเป็นแมวนิสัยเหมือนแมว รักเจ้าของเป็นเวลา แสนรู้เป็นจังหวะ แสดงละครเก่ง อ้อนได้อ้อน คลอเคลียเมื่อมีผลประโยชน์ จะน่ารักก็ต่อเมื่อหลับ ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ตูมไม่ได้นอนคนเดียวในห้องอีกแล้ว บางวันก็จะมีคุณพุดขึ้นมานอนบนเตียงด้วย ด้วยความสงสาร เพราะช่วงนี้อุณหภูมิตอนกลางคืนใกล้จะ 0 องศาเต็มแก่เราก็เลยยอมให้คุณพุดเข้ามาร่วมสังฆกรรมในห้องด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/SANY0794.jpg" border="0" /&gt;วิธีการเรียกร้องความสนใจของของคุณพุดมีดังนี้ครับ&lt;br /&gt;1. มาทางกระจก เคาะ 2 ที ถ้าตูมไม่ออก มันจะร้อง 1 เมี้ยว ถ้ายังไม่หันอีก คราวนี้จะเป็นมาตรการข่วนกระจก เรียกร้องความสนใจ ในที่สุดก็ต้องเปิดกระจกให้เข้ามา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.ถ้าเข้ามาแล้ว ปรกติตูมจะเปิดประตูห้องให้คุณพุดออกไปข้างนอกก่อน ถ้าเปิดแล้วคุณพุดทำตาขวาง แสดงว่าปิดประตูได้เลย “พุดจะนอนที่นี่เข้าใจไหม” “ok ได้ครับ” ตูมตอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.ขั้นตอนที่ 3 พุดจะแกล้งทำเป็นนอนใต้เตียงก่อน ทันทีที่ตูมเผลอเมื่อไร พุดจะลอบขึ้นเตียงทันที คราวนี้จะไล่ไงก็ไม่ไปแล้ว ถ้าไล่เดี๋ยวพุดข่วนด้วย เอากับแมวสิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.พุดชอบนอนกรน แต่อย่าไปทำให้พุดตื่นนะ เดี๋ยวพุดจะนอนกรนหนักกว่าเดิม อันนี้จะหาว่าไม่เตือนไม่ได้นะเออ กรรมของคนก็แล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ถ้าพุดตื่นแล้ว คนยังไม่ตื่นไม่เป็นไร เดี๋ยวพุดปลุกเอง ง่ายนิดเดียวแค่กระซิบข้างหู เมี้ยวๆ ถ้ายังไม่ตื่นขูดพรมในห้อง ครืดๆๆๆ ถ้าขี้เซาอีกขูดประตู ครูกๆๆ ถ้าหลับเป็นตายคราวนี้ขึ้นมาเหยียบหน้าอกเลย ดูซิจะหลับอีกมั้ย ไม่ต้องห่วงว่าคุณพุดจะตื่นไม่เป็นเวลา คุณพุดตื่นก่อนนาฬิกาปลุกดังไม่กี่วินาทีเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว ก็มีภาษาแมวนี่แหละที่ฝึกอยู่เกือบทุกวัน ถ้าวันไหนคุยกับคุณพุดรู้เรื่องจะเอาบทสัมภาษณ์มาฝากกันนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. ตอนนี้น้องสาวตูม(น้องนิว)จะเดินทางไปอังกฤษแล้ว ขอให้โชคดีละกันนะ ถ้าหัวใจตูมยังรักที่จะเดินทางอยู่ก็ (อาจจะ) ไปคับ แต่กลัวว่าเงินจะไม่เหลือแล้วน่ะสิ แล้วก็ตอนนี้อยากกลับเมืองไทยจังเลย เพราะอยากกินสุกี้มากๆเลยค้าบบบบบ……   (-_-!!)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-114778087312968062?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/114778087312968062/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=114778087312968062' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114778087312968062'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114778087312968062'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/05/chapter26-pussy-cat.html' title='Chapter26# Pussy cat'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-114709054012442756</id><published>2006-05-08T04:50:00.000-07:00</published><updated>2006-05-08T05:15:40.150-07:00</updated><title type='text'>Chapter 25# เพื่อนใหม่ , สวนสาธารณะ และ ความเย็นที่ -5C</title><content type='html'>8/5/06 &lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/korean%20scence.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าเรื่องคราวนี้ยาวเชียวล่ะ เพราะอัดอั้นไม่ได้เขียนมาเสียหลายวัน (จริงๆก็เขียนนะ แต่ไปลงเป็น special issue ไว้ ผู้ที่รออ่านทางเมล์ก็เลยไม่เห็น ) ทั้งหมดที่จะเล่าเนี้ย เกิดระหว่างวันที่ 4-6 ที่ผ่านมาเองแหละคับ &lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/fellowship.0.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/toom%20%26%20Tem.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;วันที่ 4 พ.ค. มีคนผ่านเข้ามาในชีวิตตูม เพิ่มขึ้นอีกหลายคนทีเดียวล่ะ แต่เอาที่เน้นๆสักคนและดูท่าว่าหลังจากนี้จะเป็นตัวละครหลักที่จะอ้างถึงบ่อยๆก็คือ เต็ม สาวเต็มอายุเท่ากับผมนี่แหละ แต่แก่เดือนกว่านิดหน่อย ใครเคยไปตีกอล์ฟแถวๆสนาม Northpark รังสิต เมื่อสักปีที่แล้วอาจจะคุ้นๆหน้าเพราะเธอเคยทำงานอยู่ที่นั่น เต็มพึ่งจะมาเรียนภาษาที่นี่ได้สัก 3 อาทิตย์ และจะอยู่ที่นี่ไปจนถึงนู่นนนนน ตุลาคมนู่น กลับหลังผมอีก ไม่ต้องแปลกใจเลย เนื่องจากเต็มเป็นคนไทยเพียงไม่กี่คนที่จะต้องอยู่ทน(หรือทนอยู่)กับกะเหรี่ยงตูมไปจนกว่าตูมจะกลับ(แต่เรียนคนละที่กัน) ยิ่งเรามีคนคบน้อยๆ อยู่ ก็อยากหาคนคลายเหงา ส่วนสาวเต็มก็อยากให้เด็กตูมช่วยสอนภาษาให้ …คิดผิดหรือ เปล่าเต็มเอ๋ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆน้องปันพาเพื่อนมาแนะนำให้รู้จักเยอะมาก แต่อย่างว่าแต่ละคนมีโปรแกรมอยู่ถึงกลางเดือนบ้างล่ะ เดือนหน้าบ้างล่ะ จะว่าไงดีมันก็หง่าวๆเนอะ เจอเต็มนี่แหละอยู่นานดี คบไว้ไม่เหงา ไม่ค้างคาใจ แต่คนอื่นผมก็รู้จักนะแต่ไม่สนิทน่ะสิ ว้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/board.jpg" border="0" /&gt;วันที่ 5 พ.ค. วันนี้เนื่องจากเป็นวันศุกร์ เรียนแค่ครึ่งวัน กะแรกจะเข้าไปใช้ชีวิต และเข้าฌานในห้องสมุด แต่พอเดินไปจะถึง&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/SANY0704.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/SANY0704.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ห้องสมุดอยู่แล้ว สำเหนียกได้ว่าวันนี้อากาศดีควรจะออกเดินเล่นอย่างยิ่ง ก็เลยไปเดินเล่นที่ Botanic Garden หรือ แปลเป็นไทยว่าสวนพฤกษศาสตร์ หนึ่งในสิ่งที่ Christchurch บอกว่า “must see” น่าแปลกใจมากว่า ตั้งแต่มาอยู่นี่จะครบ 4 เดือนแล้ว ยังไม่เคยไปเดินเต็มๆเลย (เคยแต่เดินผ่านๆ) เมื่อวันนี้หัวใจเรียกร้อง ก็เลยให้ร้องจบเพลงไปเลย ชวนขา 2 ข้างกับกล้องดิจิตอลคู่ชีพไปเป็นเพื่อน แอ่น แอน แอ๊น เรากำลังจะพาคุณเดินทางแล้วนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/1%20man%20in%20the%20garden.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/1%20man%20in%20the%20garden.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;Botanic Garden เป็นสวนพฤกษศาสตร์ และ สวนสาธารณะที่กว้างงงงง หญ่ายยยยยย มากกกกกกก และมีไม้ยืนต้น หรือไม้ใหญ่ก็เยอะมาก ต้นใหญ่ที่สุดเท่าที่เดิน (ไม่ทั่ว) พบก็คือประมาณ 15-20 คนโอบ ไม่ต้องไปสนชื่อพรรณไม้นะครับ เพราะแค่ภาษาอังกฤษยังเอาตัวไม่รอด จะไปสนชื่อต้นไม้ที่โดยมากเป็นภาษาละติน ก็คงพาลเมมโมรี่เต็มเปล่าๆ ตอนเดินเข้าไปไม่ค่อยได้สังเกตความสวยงามของสวนนี้เท่าไร แค่คิดว่าร่มรื่นดี น่าเดินนานๆ เห็นพ่อแม่ลูก หนุ่มสาว หรือ ลุงป้า หรือแม้กระทั่ง ตายาย จูงมือเดินกันในสวน มันก็ดูโรแมนติคดี น่าเสียดายว่าเราไม่มีแฟนสักที (มีแต่ใบสมัครแต่ไม่มีคนกรอก … มันน่าน้อยใจ)&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/SANY0729.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/among%20legs%20of%20giants.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/among%20legs%20of%20giants.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;หลังจากไม่ค่อยได้สังเกตความสวยงามของสวนตอนที่เดินเข้ามา แต่พอขากลับเท่านั้นแหละ ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกว่าสวนนี้มันมีมุมสวยๆเยอะแยะเต็มไปหมด บางมุมก็ชวนเหงา บางมุมก็โรแมนติค บางมุมก็ละม้ายคล้ายฉากในหนังเกาหลี บางมุมก็เหมือนมีปรัชญาในตัวของมัน ก่อนกลับก็เลยติดอยู่ในสวนนานเป็นพิเศษ แค่ประมาณ 2 ชั่วโมงเอง ถ่ายรูปเก็บไว้ แต่ไม่มีรูปตัวเองเลย เซ้ง เซ็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างว่าอะไรที่มันติดอกติดใจหรือมาดีแล้วมันมักจะต้องมีภาค 2 และภาค 2 ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่เกิน 24 ชั่วโมงถัดมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันที่ 6 พ.ค. วันนี้นัดน้องต้าร์ (จากภาค Hanmer &amp; Kaikoura)น้องฝน และสาวเต็มไว้ว่าจะไปเที่ยว Antarctic center กัน แต่เนื่องจากตอนเช้า สาวเต็มขออนุญาตมาช้าเล็กน้อยเพราะตื่นสาย ตูมก็เลยมีโอกาสได้ต่อภาค 2 ที่ Botanic Garden อีกรอบและคราวนี้ไม่ผิดหวังมีรูปตัวเองอยู่ในกล้องด้วย เพราะน้องฝนเป็นตากล้องให้ เย้ เดินได้สัก 30 นาที สาวเต็มมาถึงเราก็เลยจบภาค 2 ไว้แต่เพียงเท่านี้แล้วไปรับสาวเต็มกับน้องต้าร์ที่มารอกันตั้งนานแล้ว ก่อนจะขึ้นรถเมล์ไป Antarctic center กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/SANY0764.jpg" border="0" /&gt;เล่าให้ฟังกันก่อนว่า Christchurch เนี่ยเหมือนเมืองหน้าด่านก่อนจะไป ขั้วโลกใต้หรือทวีป&lt;br /&gt;แอนตาร์กติกา เปรียบเทียบก็เหมือนถ้าเราจะเดินทางไกลก็ต้องแวะปั๊มเจ๊ทนั่นแหละ (ไม่รู้ทำไมต้องปั๊มนี้) เพื่อเก็บเสบียงและเตรียมตัว นักเดินทางหรือนักสำรวจจะรู้กันว่าChristchurch เป็นเมืองใหญ่ที่ใกล้ขั้วโลกใต้ที่สุดแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะ เกริ่นกันไปละ คราวนี้มาเล่าว่าเราไปทำอะไรที่ Center บ้าง ก็ไม่มีอะไรมากเป้าหมายหลักๆเลย เราอยากรู้ว่า ที่ว่าขั้วโลกหนาวๆน่ะ หนาวขนาดไหน บวกกับความรู้อีกเล็กน้อยๆ ซึ่งบอกตรงๆไปคราวนี้ผมไม่ได้หวังมาก เพราะถ้าไปอย่างนั้นเดินคนเดียวสบายใจกว่าเยอะ อันนี้เอาสนุกไปกับเพื่อนๆเนอะ ความรู้เก็บไว้ก่อนละกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน Center จะมีห้องๆนึง จำลองความเย็นไว้ที่ระดับ -5C และจำลองสถานการณ์เมื่อเกิดพายุหิมะไว้ด้วย (ก็ประมาณ -24C ได้) ผมก็พอจะ ok นะ พอรับได้อาจจะเพราะใส่เสื้อ 3 ชั้นแล้วก็ได้ คนอื่นก็ยัง ok อยู่ แต่คนที่ดูจะไม่เอากับความเย็นเลยได้แก่สาวเต็มครับ ก็น่าเห็นใจอยู่นะ มาจากเมืองไทยตอนสงกรานต์ ซึ่งโคตรร้อนตับแตก พอมาเจออากาศเย็นๆทันทีที่ CHC ก็เลยปรับตัวลำบากสักหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และที่นี่เองแว่นกันแดดอันใหม่….หายอีกแล้ว เฮ้อ เซ็ง ดีนะว่าแว่นกันแดดอันละ 2 ดอลล่าร์ (ถูกกว่าเมืองไทยอีก )ไม่งั้นคงประสาทเสียยิ่งกว่านี้&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/a%20new%20friend%20tem.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;ออกมาจาก Antarctic center มาถ่ายรูปกับรถ Haggelund ซึ่งเป็นรถที่ใช้ขนส่งภายในขั้วโลกเหนือ คือ ถ่ายอย่างเดียวนะ เพราะไม่ได้ขึ้น ด้วยเหตุผลรวมๆว่าไม่รู้จะขึ้นทำไม มันแพง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/lama.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/lama.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;หลังจากนั้นด้วยเหตุว่า เวลาเหลือเยอะ ไม่รู้จะรีบกลับทำไม ก็เลยหาเรื่องเที่ยวต่อ ที่เที่ยวต่อไปเป็น Willow bank zoo ถูกต้องครับเราจะไปเสียเงินที่ สวนสัตว์กันต่อ และอีกอย่างคือทุกคนในที่นี้ (ยกเว้นผม) ยังไม่เคยเห็นนกกีวี ตัวเป็นๆเลยน่ะสิ ว่าแล้วเราก็จับ taxi ไปกันต่ออีก 15 เหรียญประมาณ 5 นาทีจาก Antarctic center&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Willow bank เป็นสวนสัตว์ขนาดเล็ก ประมาณเขาดินเราได้ ไม่อลังการ ขนาดซาฟารี เวิลด์ ไม่อื้อฉาวเหมือน ไนท์ ซาฟารี เชียงใหม่ ลักษณะคล้ายๆเหมือนเดินตามทางเดินในสวนป่า มากกว่าเดินตามสวนสัตว์ทั่วไป ใช้ส่วนลดจาก YHA member ได้ หรือ ใช้บัตรนักเรียนลดก็ได้ พูดถึงสัตว์ก็ทั่วไป เหมือนกับที่เคยเห็น เต็มไป&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/litte%20horse.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/litte%20horse.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ด้วยเป็ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ห่านๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไก่ๆๆๆๆๆๆๆๆ และสัตว์ที่คุณก็คงคิดว่าจะเจอเช่นนกต่างๆ ปลาเทราต์ ปลาไหล จิงโจ้ ลิง ม้า หมู แกะ แพะ ลา ตัวลามะ นกกระจอกเทศ กวาง รวมทั้งสัตว์ที่ขึ้นชื่อของนิวซีแลนด์เช่น ตัวตารันตูร่า กีวี ฯลฯ เจ้าหน้าที่สวนสัตว์บอกว่าถ้าไม่เจอกีวีนะ ให้มาเรียก ท้ากันขนาดนี้เลยนะ กว่าจะเดินครบก็แทบจะเป็นลม ไม่ใช่เพราะกว้างหรอก แต่วันนี้เดินมาทั้งวันแล้วน่ะสิ เดินในสวนสัตว์คราวเนี้ย น้องต้าร์ น้องฝนก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากันเหมือนเคย ตีกันทางคารมเหมือนตอนไป Hanmer คนฟังอย่างตูมกับเต็ม ขำอย่างเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กว่าจะกลับก็ 4 โมงกว่าแล้ว ไม่วายพอเข้าเมืองยังอุตส่าห์ไปเดินชม Botanic garden ภาค 3 อีกประมาณ ครึ่งชั่วโมง ไปเจอชื่อดอกไม้นึง อ่านแล้วตลกดี เคยได้ยิน ดอก forget me not หรือเปล่าครับ มาที่นี่ผมไม่เห็นนะ แต่เจอดอก Remember me แทน (หน้าตาเหมือนดอกกุหลาบธรรมดานี่แหละ) วันนี้จบที่ร้านอาหารจีน ไปนั่งหอเจี๊ยกันก่อนแยกย้ายกลับบ้าน&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/SANY0718.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้อยู่ที่นี่เริ่มเพลินๆแล้ว งานก็ไปยื่นใบสมัครไว้ ไม่เห็นเรียกสักที ช่างมัน ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ (วะ)&lt;br /&gt;พี่นุชที่ Auckland ชวนให้ไปทำงานที่ร้านก่อนกลับ รอนิดนึงนะครับ กันยาเจอกัน ไปแน่ๆ เตรียมซิงค์ล้างจาน กับ สกอตไบรท์ ไว้ได้เลย ข้าจอง 5555&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. รูปมีเยอะมากเอามาลงใน blog ไม่ไหว แต่ลงไว้ให้ที่ Zorpia แล้วนะ มองไปทางขวา หาlinks นั่นแหละ จัดให้เรียบร้อยละ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-114709054012442756?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/114709054012442756/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=114709054012442756' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114709054012442756'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114709054012442756'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/05/chapter-25-5c.html' title='Chapter 25# เพื่อนใหม่ , สวนสาธารณะ และ ความเย็นที่ -5C'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-114691343781877787</id><published>2006-05-06T03:39:00.000-07:00</published><updated>2006-05-06T04:03:57.833-07:00</updated><title type='text'>Special issue # กระบวนการฆ่าในระบบการศึกษาไทย</title><content type='html'>6/5/05&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/examination.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;อ่านข่าวเรื่อง เอ- เน๊ต โอ- เน๊ต แล้วก็ให้ทุเรศสายตากับความ “มั่ว” ระดับประเทศ โดยผู้ใหญ่ซึ่งขาดความรับผิดชอบของบ้านเมืองเพียงหยิบมือที่ทำกับเด็กประมาณ 400,000 คน ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าเนื้อหาวิธีการสอบเป็นอย่างไร ใช้การนับคะแนนอย่างไร ตรวจข้อสอบอย่างไร แต่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นก็น่าจะเพียงพอที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องออกมา “กราบขอขมา” เด็กและผู้ปกครองอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่เกิดความไม่มั่นใจในระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย และมีแนวโน้มว่าปีที่ 3 จะมั่วๆๆๆๆ ยิ่งขึ้นกว่าเดิม ให้เด็กรุ่นต่อไปต้องเกร็งๆๆๆๆ กันยิ่งๆขึ้นไปอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งคนของพรรคไทยรักไทย เคยออกมากล่าวถึงวิธีวิจัยของนักวิชาการจาก TDRI ว่าล้าสมัย และขาดเหตุผลรองรับ ขณะเดียวกัน จาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีจากพรรคเดียวกันกล่าวถึงระบบการศึกษาไทยว่าต้องมีการวิจัยและพัฒนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช่เห็นด้วยที่สุดว่าการศึกษามันต้องวิจัย และพัฒนาไปเรื่อย…..….และมันก็คงจะถูกหรอกถ้าการวิจัยของผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาโดยเฉพาะวิธีการสรรหานักเรียนเพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเป็นการกระทำที่มีพื้นฐานของการวิจัยอย่าง “แท้จริง” ไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนวิธี ทดลองใหม่ ไร้ซึ่งการตรวจสอบผลกระทบ ความคิดเห็น และข้อผิดพลาดทางเทคนิคที่ครอบคลุมพอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนหนึ่งของการทดสอบคราวนี้มีเรื่องของข้อสอบเติมคำ หรืออัตนัยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ยิ่งเป็นเรื่องที่ควรจะต้องระวังและเข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง และจากข่าวสารก็สรุปได้ว่าฝ่ายผู้จัดการสอบลืมความเป็นไปได้ในเรื่องความผิดพลาดทางเทคนิคหลายประการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสอบอัตนัยถูกอ้างว่าจะใช้ keyword ในการตรวจข้อสอบเพื่อหลีกเลี่ยงการลำเอียง แต่น่าสนใจว่าเด็กที่มีความคิดความอ่านไปไกลกว่าคนอื่น มองเห็นโลกในมุมที่กว้างกว่าคนอื่น กล้ากว่าคนอื่น และเป็นตัวของตัวเองมากกว่าคนอื่นอาจจะตอบคำถามดังกล่าวที่มองไกลกว่าผู้ keyword นั้นได้ ….. หรือแม้กระทั่งมองในมุมตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น ราคาน้ำมันแพงส่งผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทย จงยกตัวอย่าง ? keyword โดยปรกติที่น่าจะสามารถให้คะแนนในข้อนี้ได้ เช่น ราคาสินค้าสูงขึ้น ผักผลไม้แพงขึ้น ธุรกิจรถยนต์ซบเซา ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบทั่วไป : ราคาสินค้ามีแนวโน้มจะสูงขึ้นเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและ สินค้าเพิ่ม มีผลกระทบถึงเงินเฟ้อ รายได้ของคนโดยเปรียบเทียบก็จะลดลง สินค้าที่มีความเกี่ยวพันกับน้ำมันเช่นรถยนต์จะประสบปัญหาธุรกิจฝืด หรือสะดุด ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบนอกกรอบ (แต่อาจจะไม่ได้คะแนน) : ราคาสินค้าสูงขึ้น อย่างไรก็ตามธุรกิจรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ขนาดเล็กมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเช่นกัน เพราะคนต้องนำรถเก่าที่มีสภาพเครื่องยนต์สึกหรอหรือเปลืองน้ำมันไปเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ที่ประหยัดน้ำมันกว่า ตลาดรถมือ 2 ก็จะมีความคึกคักมากขึ้นเพราะรถหลายรุ่นกลายเป็น supply ที่สามารถตอบสนองผู้บริโภคได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นว่า 2 คำตอบนี้มองไปคนละทาง แต่มีเหตุผลทั้งคู่ อันนึงมองในกรอบ และรับคะแนนเต็มกรอบ ส่วนอีกคำตอบมองนอกกรอบ และคะแนนก็อยู่นอกกรอบ (การพิจารณา) เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเป็นคุณ คุณสนใจคำตอบไหนครับ ง่ายๆเข้าใจไม่ยาก หรือ เหนือความคาดหมายสักหน่อย แต่น่าสนใจ หลายปีที่ผ่านมาระบบการศึกษาไทยไม่ว่าจะระดับไหน “ฆ่า” เด็กที่มีความคิดอ่านเหนือธรรมดาไปมากมายด้วยระบบ ปรนัย หรือ ระบบ Choice แม้ว่าจะโชคดีที่รัฐบาลไทยรักไทยประกาศใช้อัตนัยเพื่อส่งเสริมการวิเคราะห์ แต่หากไปกำหนด keyword ตายตัวสำหรับตรวจข้อสอบ 400,000 ฉบับ ….. มันจะต่างอะไรกับ choice แค่เสียเวลาในการเขียนขึ้นกว่าเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขียนมาเยอะแค่จะชี้ให้เห็นว่าจุดอ่อนบางจุดสามารถกลายเป็นกระบวนการฆ่าอนาคตของคนที่สามารถเป็นความหวังที่จะนำมิติใหม่ๆมาสู่ชาติบ้านเมืองได้ นี่ยังไม่ได้นับอีกไม่รู้กี่ข้อผิดพลาดทั้งการประกาศคะแนน ทศนิยม ความไม่แน่นอน ความล่าช้า ฯลฯที่ราวกับว่าการสอบ entrance วิธีใหม่คราวนี้ไร้ซึ่งมาตรฐานและคุณภาพอย่างสิ้นเชิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายก็นำไปสู่ตอนหัวเรื่อง การวิจัยและพัฒนาการศึกษาที่เร็วเกินไป …เร็วเพราะรัฐบาลอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง อยากเห็นมาตรฐานใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว แต่อย่าลืมว่า การปรับเปลี่ยนอะไรก็ตามกับคนหมู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนเป็น 3-400,000 คนเช่นนี้ ก็เหมือนการดวลปืน ถ้าคุณมั่นใจในปืนของคุณ ยิงเขาก่อนแล้วเขาตาย(ใจ) ก็แล้วไป ตรงข้ามถ้าเขาไม่ยอมตาย………………....ก็คงอย่างที่เห็นกัน ..ขอให้สู่ทุคติทั้ง ภาวิช จาตุรนต์ และไทยรักไทย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-114691343781877787?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/114691343781877787/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=114691343781877787' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114691343781877787'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114691343781877787'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/05/special-issue.html' title='Special issue # กระบวนการฆ่าในระบบการศึกษาไทย'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-114674655388556888</id><published>2006-05-04T05:20:00.000-07:00</published><updated>2006-05-04T05:42:33.900-07:00</updated><title type='text'>Chapter 24# ศิลปะ ...ลึกสุดหยั่งถึง</title><content type='html'>4/5/06&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/SANY0691.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวันอังคารที่ 2 ไปดู Gallery ประจำเมืองมาครับ หนึ่งในสิ่งที่คนเมืองนี้บอกว่า “must see” เมื่อจะกล่าวถึง Gallery ก็คงจะนึกถึงอะไรที่มากกว่ารูปวาด , sculpture , ภาพถ่าย , งานปั้น ฯลฯ ไม่ได้หรอก และสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการดูศิลปะ ให้เป็นศิลปะก็คือการตีความ ใช่แล้ว แบบ อ. เฉลิมชัย นั่นแหละครับ .. “โอว พระเจ้า จอร์จ สิ่งนี้กลั่นออกมาจากก้นบึ้งในส่วนลึกของวิญญาณ มันมีพลวัต มีความเคลื่อนไหว ดูให้ดีสิจะเห็นความสว่างตัดกับความมืด นี่แหละที่เขาเรียกพลานุภาพ….”ที่เหลือก็ไปใส่กันเอาเองนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/SANY0692.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/SANY0692.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ด้วยความที่ไม่เค้ยไม่เคย เข้า Gallery อะไรกับเขาเลย จะว่าไม่แนวก็พอได้ หรือจะบอกว่าไม่มีแววพอจะเป็นศิลปินก็ได้อีกนั่นแหละ ทันทีที่ก้าวเข้าไปนิทรรศการแรกปุ๊ป ก็แปลกใจ บางคนมองรูปรูปเดียวนานเป็น 10 นาที ลองนึกภาพดูนะครับ มอง มอง มอง มอง มองซ้าย มองขวา เพ่งบน เพ่งล่าง ยืนไกลๆ ยืนใกล้ๆ ศิลเปิ่นอย่างเราก็ให้สงสัยว่ารูปแต่ละรูปมันมีอะไรดีนักหนา (วะ) มองแล้วคนในรูปจะออกมามั้ย….อ้าวไม่แน่เหมือนกันนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในงานที่ไปนี้มีนิทรรศการจากศิลปิน 3 คน คนนึงเป็นงานแบบ abstract&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/SANY0693.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/SANY0693.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; (นามธรรม) ซึ่งก็นามธรรมสมชื่อ คือ ดูไม่รู้เรื่อง บางรูปบอกว่าเป็นรูป endless wall จิตรกรบรรยายจากรูปถึงความสิ้นหวังเมื่อเห็นรูป รูปที่ศิลเปิ่นอย่างตูมเห็นก็คือรูป ….กากบาทสีดำในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าใบ…. ลองใช้ความเป็นศิลปินในตัวทั้งหมดเอามาช่วยดูแล้ว มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับกากบาทเลือกตั้งเสียนี่กระไร มันควรจะเป็น hopeless election มากกว่านะ ถ้าใช่ล่ะก็ สิ้นหวังคับ สิ้นหวัง แต่คนอื่นที่เขามาดูก็พยักหน้าเหมือนเข้าใจจุดมุ่งหมายของศิลปินนะ สงสัยคนที่ประหลาดกว่าคนอื่นก็แกเองนั่นแหละตูม…แป่ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/SANY0695.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/SANY0695.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;อันต่อมาไปดูงานของคนวาดภาพเหมือนครับ คราวนี้ก็เหมือนซ้า เหมือนโคตร ยังกับไปล้างฟิลม์มา แต่อย่างไรซะขึ้นชื่อว่างานศิลป์ ก็ต้องตีความ บางรูปเป็นรูป ผู้หญิงลอยตัวเหนืออากาศ มองขึ้นไปบนฟ้า ….. โง่ฮะ ไม่รู้จะตีความยังไง ปัญญา นิรันดร์กุล ก็มีแค่นี้ ที่เขาว่าศิลปะ เหนือกว่ากรอบสี่เหลี่ยมคงจะจริง เพราะมันลึกล้ำเหลือเกิน อย่างน้อยก็เกินปัญญา (กู) จะไปถึงอ่ะนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานสุดท้ายที่ไปดูถูกฉายอยู่ในห้องมืด content ของงานถูกพาดหัวว่า “These arts were inspired by the devil” เอากับศิลปินเขาสิครับ กู่ไม่กลับ จับไม่อยู่ หลุดโลกไปแล้ว แน่นอนรูปวาดคราวนี้ใช้ดินสอแรเงาทั้งนั้น theme นี่แน่นอน ผีผีอยู่แล้ว เริ่มจาก dracular สวดมนต์ มนุษย์ค้างคาวเหาะ ภาพถ่ายหน้าตรงแฟรงเกนต์สไตน์ และอื่นๆ สาธยายไม่หมด คนที่ไปดูเหมือนเดิม …นอกจากผมทุกคนล้วนดื่มด่ำกับสุนทรีรสของงานนี้กันถ้วนหน้า หน้าที่ของศิลเปิ่นอย่างตูมก็มีเพียงทำหน้า อื้อ ฮือ ผงกหัว หงึกๆ แล้วเดินจากไป…ทั้งที่ยัง อื้อ ฮือ หือ หงึ หงึ อื๋อ……... ม่ายข้าวจาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปแล้ว ไม่เกินเลยสำหรับผมเลยที่จะบอกว่า ศิลปะกับผม (ผมหมายถึง fine art นะครับ) คงจะเป็นเส้นขนานแล้วล่ะ แต่ถ้าเป็นศิลปะที่จะเกิดขึ้นเดือนหน้าที่เยอรมันล่ะก็ อันนั้นดูได้ทั้งวันไม่เบื่อ เผลอๆจะพากษ์ไปด้วยยังได้ “โอว ลูกยิงลูกนี้กลั่นออกมาจาก จิตใจที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ขณะที่ลูกแหวกอากาศ มันมีความพริ้วไหว ทันทีที่รองเท้าสัมผัสกับลูกฟุตบอล ผมแทบจะอดจินตนาการไม่ได้ว่า ผู้รักษาประตูจะต้องมีพรสวรรค์ขนาดไหน จึงจะหยุดลูกยิงเวทมนต์นี้ได้” ….. แหะๆ เหตุการณ์นี้จะเกิดในเดือนหน้าคับ… ศิลปะบนสนามหญ้า the beautiful game.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-114674655388556888?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/114674655388556888/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=114674655388556888' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114674655388556888'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114674655388556888'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/05/chapter-24.html' title='Chapter 24# ศิลปะ ...ลึกสุดหยั่งถึง'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-114646106141008857</id><published>2006-04-30T21:49:00.000-07:00</published><updated>2006-04-30T22:24:21.423-07:00</updated><title type='text'>Special issue # The last samurai</title><content type='html'>1/5/06&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/20051210212902318185.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;สวัสดีวันแรงงาน ขอให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานมีความสุข ไม่ว่าแรงงานนั้นจะเป็นแรงงานกาย วาจา ใจ หรือแม้กระทั่งสมองก็ตาม ขอให้มีความสุขโดยถ้วนหน้านะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้เขียน special issue มาตั้งนานแล้วนิ ประกอบกับเมื่อวานได้ดู the last samurai เป็นรอบที่ 2 แต่เป็นรอบแรกที่ดูแบบ sound track (และไม่มี sub title) 555 ก็งงๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องเนอะ .....เรื่องนี้ทอม ครูซ มันโคตรรรรรหล่อเลย แต่ที่หล่อกว่าทอม ครูซ ต้องนี่เลยพ่อนักแสดงที่รับบทเป็น คิตามูระ ซามูไรคนสุดท้าย the last samurai ตัวจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆคนตะวันตกก็ยังเรียกชาวญี่ปุ่นว่า Samurai อยู่นะ แต่ก็เปลี่ยนไปตามกระแสโลก ตอนนี้ก็คงเป็นนักธุรกิจ ญี่ปุ่นนี่แหละ ที่พวกฝรั่งมังค่ามักจะเรียกว่า "Samurai in suits" หน้าที่ของซามูไร ก็ยังเหมือนเดิม ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และเกียรติภูมิ ..... ฟังดูแล้วดีจัง ไม่เหมือนบางประเทศที่มีพรมแดนทางใต้ติดกับมาเลเซีย นักการเมืองประเทศนี้ต้องจับไปดูหนังเรื่องนี้ให้หมด... แต่จะว่าไปอย่าดีกว่า เขาไล่ขนาดนี้มันยังหน้าด้านหน้าทน ดูหนังไปก็เสียดายลูกตาว่ามะ&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/samurai09_1024.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;มีประโยคเด็ด คลาสสิคมากกกกก ชอบเหลือเกิน .ในตอนจบของเรื่อง&lt;br /&gt;จักรพรรดิญี่ปุ่น ถามพระเอกว่า "tell me how he died"&lt;br /&gt;ทอม ครูซ ตอบว่า "I'll tell you how he lived"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นสินะ คุณค่าของคนไม่ได้วัดที่คุณตายอย่างไร ปรัชญาของนักรบโบราณที่บอกว่า การตายในสนามรบเป็นการตายอย่างมีเกียรติ การตายไม่ได้แปลว่ามีเกียรติหรอก แต่เกียรติภูมิคือความกล้าหาญ ใช้ชีวิตอย่างเสียสละ อุทิศตน ซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ตนเองเคารพบูชา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีอนุเสาวรีย์ไหนที่สร้างแก่ผู้วายน์ชน ในอากัปกิริยาที่ท่านเหล่านั้นกำลังเสียชีวิตหรือพ่ายแพ้ แต่ทุกอนุเสาวรีย์ล้วนแต่หล่อรูปของคนเหล่านั้นในอากัปกิริยาที่สง่างามที่สุดที่เป็นไปได้ ความหมายที่ซ่อนในอนุเสารีย์ กล่าวคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;---จงรำลึกถึงวันเวลาที่ท่านเหล่านั้นมีชีวิต เธอจะพบความสง่างามที่แท้จริง----&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"I won't tell you how he died,but I'll tell you how he lived. "&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-114646106141008857?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/114646106141008857/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=114646106141008857' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114646106141008857'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114646106141008857'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/04/special-issue-last-samurai.html' title='Special issue # The last samurai'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-114603540621081690</id><published>2006-04-25T23:53:00.000-07:00</published><updated>2006-04-26T00:10:06.226-07:00</updated><title type='text'>Chapter 23 # ทัวร์โรงงานรีไซเคิล</title><content type='html'>26/4/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/plastic%20ninja.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;ตามที่เคยบอกว่าจะได้ไปทำงานที่โรงงานกำจัดขยะ เมื่อหลายฉบับก่อนนะคับ ตอนนี้แผนการต้องเปลี่ยนไปโม้ดเนื่องมาจากปัญหาการเดินทางคับ เมื่อศุกร์ที่แล้วแวบไปหาผู้จัดการโรงงาน(แต่เขาไม่อยู่ซะนี่) ปรากฎว่าเดินทางกันลากเลือด รวมไปกลับซัดไป 2 ชั่วโมงกว่า ทั้งที่ถ้าเดินทางโดยรถยนต์ก็ห่างจากบ้านประมาณ 15 นาทีเอง แต่ใครจะคิดว่าถ้าเดินทางโดยรถเมล์จะต้องเดินทางอ้อมโลกขนาดนี้ แผนการก็เลยคาดว่าจะถูกพับใส่กระเป๋าเป็นแน่แท้ แต่แม้แผนการทำงานจะถูกพับใส่กระเป๋าเดินทางไปแล้ว แต่แผนการ “ดูงาน” ยังอยู่ เพราะฉะนั้น วันนี้ก็เลยจะเอามาแฉให้ฟังว่าไปดูอะไรมาบ้าง แต่อาจจะได้ข้อมูลไม่ค่อยครบนะครับ เพราะอย่างที่รู้ภาษาอังกฤษยังอ่อนแอเหลือหลาย เอาที่พอจับใจความมาก็แล้วกันนะ เผื่อมีใครสนใจอยากจะมาดูงานอีกอิอิอิ (ฉบับนี้รูปออกแนวขย้า ขยะ อย่าสงสัยครับตั้งใจเอามาให้ดูจริงๆ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/Green%20recy%20and%20black%20waste.0.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/Green%20recy%20and%20black%20waste.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;โรงงานที่ไปเนี่ยชื่อ Terra nova ภาษาอะไรก็ไม่รู้ แต่รู้คำแปลว่า “โลกใหม่” (ก็เขาบอก) เดิมเคยใช้ชื่อว่า RMF ย่อมาจาก Recycle Material Foundation เป็นโรงงานที่ตั้งขึ้นมาโดยมีสภาเมืองให้การสนับสนุนครับ โดยสภาเมืองจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเรื่องการจัดเก็บขยะ ที่รีไซเคิลให้ (แต่ละบ้านจะมีถังต่างหาก สำหรับแยกขยะรีไซเคิลกับขยะไม่รีไซเคิล) ส่วน Terranova ก็ทำหน้าที่โดยดัดแปลง คัดแยก และหาทางทำกำไรจากขยะเหล่านั้นเอง ซึ่งสภาเมืองจะชัก 10 % ของกำไรบริษัทแต่ละปี กับค่าเช่าพื้นที่เป็นรายได้ของสภาเมือง แว่วๆมาว่าปีที่แล้ว Terranova คืน กำไรให้สภาเมืองไปตั้ง 500,000 เหรียญเชียวนะคับ (*26 บาท)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขยะที่ TN มีหลักๆก็ 5 อย่าง&lt;br /&gt;1.อลูมีเนียม เช่นกระป๋องโค้ก ฯลฯ&lt;br /&gt;2.เหล็ก เช่น กระป๋องผลไม้ ฯลฯ&lt;br /&gt;3.ขวดพลาสติก เช่น ขวดน้ำอัดลม ขวดน้ำ ขวดนม หรือพวกพลาสติกเช่น PET ทั้งหลาย&lt;br /&gt;4.ขวดแก้ว&lt;br /&gt;5.กระดาษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/magnetic%20convey.jpg" border="0" /&gt;เริ่มกันที่กระบวนการเลยละกันนะครับ ขยะทั้งหมดยกเว้นกระดาษ(ซึ่งต้องแยกและผูกปากถุง)กับขวดแก้วจะถูกนำมารวมกันและถูกลำเลียงไปตามสายพาน ซึ่งปลายสุดของสายพานเขาจะมีคนคอยแยกพลาสติกอยู่ 5 คน ซึ่ง 5 คนเนี้ยรู้สึกจะมี 2 กะ แยกขยะพลาสติกออกจาก อลูมิเนียมและเหล็ก ประมาณ 100,000 ชิ้นต่อวัน (เมืองเล็กมากๆอย่าง CHC ประมาณ 100,000 ลองจินตนาการเมืองเทพอย่างเราดูนะครับ) ซึ่ง 5 คนนี้ต้องบอกว่าพอเครื่องเดินแล้วมือไวมากจับโยนจับโยน ถ้าใครนึกไม่ออกลองจินตนาการพวกนินจาโยนดาวกระจาย 10 อันอย่างรวดเร็วดูนะครับ ประมาณนั้นเลย Christ ซึ่งเป็นวิทยากรบอกว่าที่ยุโรปเขาสามารถใช้เครื่องจักรแยกได้แล้ว ที่นี่ยังโลว์เทคอยู่ (โหย เมืองไทยยังไม่มีโรงงานประเภทนี้เลยมั้งพี่) หลังจากที่แยกขยะพลาสติกออกไปแล้วก็จะไปสู่ขั้นตอนการแยกเหล็กออกจากอลูมิเนียม (รวมทั้งพลาสติกที่ยังเหลือจากกระบวนการแรก) โดยจะมี magnetic convey มาช่วยในกระบวนการนี้ กล่าวคือ ถ้าระหว่างทางที่สายพานลำเลียงทั้ง อลูมิเนียม เหล็ก และพลาสติกบางส่วนที่ยังไม่ได้กำจัดออก magnetic convey ก็จะทำหน้าที่แยกพวกเหล็กออกไปด้วยพลังแม่เหล็กแรงสูง (พอเข้าใจมั้ยคับ) ทีนี้ก็ง่ายละเหลือแค่แยกอลูมิเนียม ออกจากพลาสติกที่หลุดๆมาจากกระบวนการแรกแค่นั้นเอง ใช้คน 2-3 คนก็พอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/alumenium%20box.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/alumenium%20box.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;จบกระบวนการแยกขยะละ (จับใจความมาได้แค่นี้แหละ) ต่อไปเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกำจัดหรือการรีไซเคิลบ้าง เริ่มจากกระป๋องอลูมีเนียมทั้งหลาย ก็จะถูกนำมาเข้าเครื่องอัดๆๆๆๆๆ ไปเป็นก้อนสี่เหลี่ยม ถ้าขนาดสัก 50*50 * 10 cm ก็จะมีกระป๋องประมาณ 250 กระป๋อง แต่เครื่องอัดปรกติก็จะอัดเยอะกว่านั้น ขนาดสักประมาณ ทีวี 29 นิ้วเครื่องนึงได้ เมื่ออัดเสร็จแล้ว ส่วนนึง (ส่วนใหญ่)จะถูกส่งไปขายยังต่างประเทศ ส่วนหนึ่งถูกนำมาแปรรูปหลอมเป็นอลูมีเนียมใช้ใหม่ ส่วนหนึ่งถูกส่งไป Auckland ไปจัดการที่นู่น ฯลฯ เคยดู Discovery (ที่นี่) ว่าที่บราซิลมีโรงงานหลอมอลูมีเนียมขนาดใหญ่มาก ปีๆหนึ่งหลอมกระป๋องออกมาเป็นอลูมีเนียมใหม่เท่ากับ กระป๋องประมาณ 300,000,000 กว่ากระป๋อง (แต่ขยะกระป๋องก็ยังล้นอยู่ดี)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาเป็นกระบวนการของเหล็กก็จะคล้ายๆอลูมีเนียม แต่ต้องนำมาบีบเสียก่อนเพราะกระป๋องเหล็กมักจะมีคมข้างใน แค่นั้นแหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/pack%20of%20plastic%20bottle.jpg" border="0" /&gt;ส่วนกระบวนการของขวดพลาสติก ที่ CHC ขวดพลาสติกสำหรับบริโภคจะสามารถนำมาบริโภคซ้ำได้ 2 ครั้งเท่านั้น เพราะฉะนั้นเขาก็จะแยกว่าพวกไหนใช้ 1 ใช้ 2 ถ้าใช้ 2 ก็จับแพคส่งไปหลอมเป็นอย่างอื่น เช่นเอามาหลอมเป็นเม็ดไปใช้&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/granulated%20PET.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/granulated%20PET.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;อุตสาหกรรมอย่างอื่น (โดยส่วนใหญ่เป็นเม็ดประเภท PET ทั้งนั้น) ถ้าเป็นประเภท 1 ก็นำไปแพคเป็นก้อนเหลี่ยมแบบเดียวกับกระป๋อง แต่สำหรับขวดพลาสติก ต้องแยกด้วยว่าสีอะไร โดยมากก็จะมี 2 สี สีใสกับสีเขียว(สไปรท์) ถ้าไม่แยกสี (รวมทั้งถอดฝาขวด) เขาว่าเวลาขายออกไปจะได้ราคาไม่ค่อยดี ไม่แน่ใจว่าอันนี้หรือเปล่าที่ Christ บอกว่าส่วนหนึ่งก็กำจัดแล้วก็หมุนเวียนในนี้อีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่ถูกส่งไปจัดการที่มาเลเซีย เพราะที่นั่นมีโรงงานขนาดใหญ่กว่าสามารถกำจัดขยะประเภทนี้ได้ 350 ตัน (CHCประมาณ 15 ตันเอง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันถัดมาขวดแก้วอันนี้รู้สึกจะเป็น hilight ของที่นี่เลยมั้ง เขาจะมีเครื่องป่นแก้วอยู่5-6 เครื่องได้ ก็ป่นเป็น 3 ระดับคือ ป่น&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/ceramic%20floor%20under%20developing.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/ceramic%20floor%20under%20developing.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;แบบละเอียด ----ละเอียดมากกกกก----ป่นสนิท ซึ่งเขาบอกว่าเศษแก้วเหล่านี้ เอาไปขายภายในประเทศได้ประมาณ 100 เหรียญต่อตัน แต่ถ้านำเข้าต้องใช้เงินประมาณ 500 เหรียญ เศษแก้วเหล่านี้ จริงก็คือทรายนั่นแหละ นำมาใช้กับพวกสระว่ายน้ำ ระบบการกรองน้ำ การสร้างถนน&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/ceramic%20from%20recycle%20glasses.0.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/ceramic%20from%20recycle%20glasses.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;(ใช้งานคล้ายๆกับแทนหิน ไว้เพิ่มแรงยึด ทำให้ถนนเป็นประกายด้วย) ตกแต่งสวน (ถนนภายในโรงงานใช้เศษแก้วเป็นส่วนผสมประมาณ 50 % เขาว่านะ) ฯลฯ ตอนนี้บางอย่างยังอยู่ในขั้นตอนการทดลองอยู่เช่นแผ่นกระเบื้องจากเศษแก้ว แผ่นยางปูพื้น และอีกหลายอย่าง รวมไปถึงเม็ดพลาสติกบางชนิดสำหรับการนำไปรีไซเคิล (คือ ก่อนหน้านี้ develop มาแล้วแต่กลิ่นมันยังมีไงคับ) เขาคาดว่าคงจะเริ่ม commercial ได้ปีหน้าสำหรับผลิตภัณฑ์จากแก้วที่ยังอยู่ในขั้นทดลองนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายกระดาษ อันนี้ไม่ได้เน้นมากเท่าไร รู้แต่ว่าเขาจะนำไปอบให้แห้งกรอบ แล้วส่งไปสักที่หนึ่ง (น่าจะเป็น Auckland )ไปจัดการต่อเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียดายว่าไปงานนี้ภาษาอังกฤษยังไม่ค่อยแข็งแรง เจอฟุด ฟิด ฟอ ไฟ แลบบบบบแปล๊ปปปปปป แบบไม่เกรงใจนักเรียนภาษา ก็เลยรู้บ้าง งงบ้าง โง่บ้าง เอ๋อบ้างเป็นพักๆ ถ้าตอนไหนภาษาอังกฤษเริ่มจะตั้งไข่ได้แล้ว ไปฟังอีกทีน่าจะเก็บอะไรมาได้เยอะกว่านี้ เหลืออีกตั้ง 4 -5 เดือนล่ะนะ ให้มันรู้กันไปละกัน &lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-114603540621081690?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/114603540621081690/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=114603540621081690' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114603540621081690'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114603540621081690'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/04/chapter-23.html' title='Chapter 23 # ทัวร์โรงงานรีไซเคิล'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-114544949759031232</id><published>2006-04-19T04:56:00.000-07:00</published><updated>2006-04-19T05:24:57.613-07:00</updated><title type='text'>Chapter 22#  หนุกหนานที่ Auckland</title><content type='html'>19/4/06 &lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/haka%20on%20the%20hill.jpg" border="0" /&gt;หลังจากเกริ่นไปว่าจะไปเยี่ยม Pab เพื่อนซี้สมัยทำงานที่ TTTC ซึ่งปัจจุบันมาขุดทอง(หรือเงิน)อยู่ที่Auckland ทางเกาะเหนือ วันนี้ ตอนนี้ตูมกลับมาจาก Auckland แล้วได้เวลาเผาเพื่อนกันบ้างล่ะ ปัญหาเพียงอย่างเดียวสำหรับการเขียนคือจะแบ่งเป็น 2 part หรือ ตะลุยเขียนยาวเลย แต่ก่อนที่จะเป็น Lazy shag เขียนทีเดียวให้มันจบๆไปเลยจะดีกว่า เอาล่ะเริ่มเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวเนี้ยเป็นครั้งแรกที่เดินทางไปต่างจังหวัดในต่างประเทศคนเดียว ก็เลยตื่นเต้นนิดหน่อยไม่เหมือนเดินทางไปเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน อะไรทำนองนั้น อันนั้นไปคนเดียวบ่อยจนเคยตัวแล้ว ทันทีที่นั่งเครื่องปุ๊ปก็หน้าแหกจนได้ เราเองก็ลืมไป (หรือไม่ทันฟัง) ว่าเครื่องบิน Qantas ลำเนี้ย ถ้าสั่งกาแฟน่ะฟรี แต่ถ้าเครื่องดื่มอื่นน่ะ จ่ายตังค์ ไอ้เราคนไทยเอะอะ อะไร ไม่รู้แดกโค้กไว้ก่อน โดนเลยตั้งแต่อยู่บนเครื่อง 2 เหรียญ ตอนนั้นยังเจือกสงสัยอีกว่ามันจะมาเก็บเงินกูทำไม ตอนนี้เปลี่ยนคำถาม…ทำไมกูโง้โง่งี้วะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/sky1.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/sky1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;เอาล่ะ พอลงจากเครื่องปุ๊ป เนื่องจากแป๊ปติดงานอยู่ที่ร้านมารับไม่ได้ ไอ้เราก็เลยต้องกะโปโลไปที่ร้านที่แป๊ปทำงานคนเดียว (ชื่อร้านบัวไทย) ขึ้นรถเมล์ Air bus ปุ๊ป โทรถามพ่อหนุ่มแป๊ปทันที ว่าร้านอยู่ที่ไหน เสียงตามสายบอกมาว่าตรงถนน Mt .Eden ไอ้เราก็รู้จักซะที่ไหนกัน แต่ก็ยังอุตส่าห์ทำหน้านิ่งๆมองข้างทางตลอด พอเห็นชื่อถนน mt. eden ปั๊ป ด้วยความมั่นใจก็ลงทันทีตั้งแต่ป้ายแรก ….หลงสิคับ หาร้านไม่เจอ สุดท้ายแป๊ปกับพี่ดวง Chef ที่ร้านต้องขับรถออกมารับหนุ่มตูม ก่อนที่จะงอแงยิ่งกว่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอไปถึงร้านปุ๊ป ที่ร้านเลี้ยงผัดไทยทันที ไม่ได้กินมา 2 เดือนละ ก็เลยทำงานทดแทนคุณอยู่หลังร้าน พลางร้องไห้ไป (เพราะนั่งหั่นหอม) นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของการมาทำงานที่นี่ติดๆกันอีก 4 วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากแป๊ปลางานไม่ได้ ตอนเช้าทำงานที่ burger king ตอนเย็นทำที่ร้านบัวไทย เราเองไม่รู้จะไปไหน ก็เลยต้องมาทำงานที่ร้านบัวไทยด้วย (แต่ใจจริงก็อยากมาเองด้วยแหละ ในครัวมีอะไรให้ทำเยอะดีไม่เหงา ฮามั่กๆด้วย) Apartmentที่แป๊ปอยู่ตอนนี้ (กำลังจะย้ายออกเร็วๆนี้ เพราะเจ้าของกำลังจะกลับ) มีคนไทยอยู่ 2 คน พี่หน่อยกับพี่มิ้น และหนุ่มNZ แฟนพี่มิ้นอีกคนหนึ่ง ชื่อนิก ฉายาพ่อพระเอก พูดภาษาไทย50% แต่สำเนียงรู้สึกจะออกเหน่อๆสุพรรณนิดๆ ไม่รู้พูดได้ไงเหมือนกัน เหน้อ เหน่อ&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/bay%26skytower.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;วันที่ 2 ไปเยี่ยมแป๊ปที่ร้าน burger king แป๊ปมันโดน พี่เบลที่เป็น manager ชมใหญ่เลยแฮะ (แต่เขาไม่บอกแป๊ปนะ)มาทำงานที่ร้านบัวไทย พี่นุชที่เป็น Chef ก็ชมอีก สรุปว่าสอบผ่านนะ ทำงานเดือนแรกนี่ ตูม เหรอครับถึงจะมาในฐานะนักท่องเที่ยว แต่ก็ช่วยงาน งกๆ ล้างจานมือเป็นระวิงแลกข้าว (ล้อเล่นนะ) ส่วนเพื่อนแป๊ปน่ะเหรอ รายนั้นแต่งชุดไทย กรีดเรียบบบบ แสยะยิ้ม รับ order อยู่หน้าร้านนู่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/reach%20NZ.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/reach%20NZ.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;วันที่ 3 เหตุการณ์ยังคงเหมือนวันที่ 2 แต่คราวนี้ตูมออกไปเดินเล่นในเมืองคนเดียวตอนกลางวัน ลองพิจดูดีๆ ถนนใน Auckland โดยเฉพาะใจกลางเมืองที่ Queen street นี่หน้าตามันละม้ายคล้ายๆฮ่องกง ถ.Tsim sa jui เหมือนกันนะ คนเอเชียก็เยอะมาก เผลอๆจะเยอะกว่าฝรั่งอีกสัก 60 % ของที่เห็นได้ เมืองนี้หลายสัญชาติจริงๆ แต่ที่ดีที่สุดคือเมืองนี้คือ คนสวยๆ หน้าตาดีๆ เยอะจัง(โดยเฉพาะคนเกาหลี โอว) ไม่เห็นเหมือน Chc ของตูมเลยแฮะ ไม่ขาดก็เกิน ชักอยากไปอยู่ Auckland แล้วสิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/go%20to%20harbour%20bridge.jpg" border="0" /&gt;วันที่ 4 วันนี้แป๊ปลางานช่วงเช้าที่ Burger king มาได้ ก็เลยมีเวลาพาไปดูตึก skytower หอสูงประจำเมือง คล้ายๆกับหอบรรหารที่สุพรรณบุรี แต่สูงกว่าเยอะตั้ง 192 เมตร แต่ไม่ได้ขึ้นง่ะ เพราะขี้เกียจ (ซะอย่างงั้น) อีกอย่างวันนี้ D day ที่ตูมต้องไปโดด Bungy jump ที่สะพาน Harbour bridge ด้วย พกความมั่นใจมาเต็มตัว ยังไงก็จะโดดให้ได้ พอไปถึงสะพานปุ๊ป อยู่ต่อหน้าแท่นกระโดด (แท่นประหาร)ปุ๊ป ใจมันแป้วไปโม้ด แต่นาทีนั้น ถ้าไม่โดด ไอ้ staff ข้างหลังเราก็คงจะผลักเราร่วงอยู่ดี ทันใดนั้น Staff นับถอยหลัง พร้อมกับที่ตูมยืนใคร่ครวญอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;…5 (สูงว่ะ)&lt;br /&gt;…4 (กูจะโดดดีมั้ยเนี่ย)&lt;br /&gt;…3 (กูไม่น่ามาเลยโว้ย)&lt;br /&gt;...2 (คิดผิดมั้ยเนี่ยยยยยย)&lt;br /&gt;… 1 (เอาวะ …ดื่ม เอ๊ย!!! โดด ให้ลืมเธอ!!! )&lt;br /&gt;…Go(ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก)……………….ต่อง แต่ง ต่อง แต่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามยอดฮิตที่ทุกคนต้องถามหลังจากที่โดด bungy jump เสร็จก็คือ รู้สึกยังไงบ้าง บอกได้เลยสำหรับมือใหม่พึ่งโดดครั้งแรกอย่างผม “เหมือนเกิดใหม่คร้าบ” จังหวะหนึ่งจะเหมือนว่าโลกเงียบไปเลย ตัวเองตะโกนก็ไม่ได้ยินเสียง แต่ก็เป็นการระบายออกที่ดี ผมว่าคนที่เครียดๆ หาทางแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าโดด bungy jump ให้ Adrenalin มันหลั่งบ้าง จะมีความรู้สึกใหม่ๆ และ มองโลกในแง่ดีขึ้นมาก ความเครียดก็จะหาย (แต่ต้องกระโดดแบบมีเชือกนะ ถ้ากระโดดไม่มีเชือกอันนั้น เรียกว่า kidson jump ..คิดสั้น จั๊มป์ ) staff เขาถามเหมือนกันว่าเราน่ะกระโดดที่เมืองไทยมาก่อนมั้ย เขาว่าเมืองไทยน่าจะมีเยอะ (ที่เมืองไทย มีตูก็ไม่เล่น ตูกลัวเชือกขาด) โดดคราวนี้เสียไป 145 เหรียญ (3000 กว่าบาท) ได้เสื้อกลับมา1 ตัว ได้ DVD ตอนตัวเองโดด ได้postcard พร้อมรูปตอนโดด และประกาศนียบัตร ว่าแกน่ะผ่านการโดดมาเรียบร้อยแล้ว (และเสียตังค์ให้พวกเราเรียบร้อยแล้วเช่นกัน) ..อย่าให้มีตังค์เหลือนะ ติดใจแล้ว เดี๋ยวจะไปโดดที่อื่นอีก แต่คราวนี้จะเน้นลีลามากกว่าเสียงร้อง แป๊ปฝากมาบอกว่าคราวหน้าแป๊ป โดดแน่นอน พ่อแม่พี่น้องทุกท่านเป็นพยานนะครับ ถ้าคราวหน้า&lt;br /&gt;แป๊ปบอกไม่โดด กรุณาโห่ให้หนัก อิอิอิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอโดดเสร็จปุ๊ปก็ต้องวิ่งขึ้นรถเมล์ ไปทำงานที่ร้านบัวไทยต่อ อารมณ์เปลี่ยนแทบไม่ทัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/main%20road.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/main%20road.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;วันที่ 5 วันนี้นายแป๊ปว่างทั้งวันครับ นายแป๊ปเลย ชวนเพื่อนตูมไปดู notebook (NZ เรียกว่า labtob) เพื่อนแป๊ปตั้งงบไว้ที่ 998 เหรียญครับในตอนแรก หลังจากนั้นพอดูไปเรื่อยๆ งบก็ขยับขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ 1200 ----1500 ----- จนสุดท้ายจะไปลงเอยที่ 1699 คร้าบ แถมเป็น Sony Vaio อีกต่างหาก เพื่อนแป๊ปเขาเน้น style คับ ประสิทธิภาพการใช้งานเป็นอันดับสอง เอาน่ะมีก็ดีกว่าไม่มีนั่นแหละ แต่ยังไม่ได้ซื้อเพราะงบบานปลายเป็นงั้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/easter%20show.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/easter%20show.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;หลังจากนั้น พี่หม่อมที่เป็นเพื่อนร่วมงานกับแป๊ปที่ burger king ขับรถมารับเราทั้งคู่ไปเที่ยวงาน Easter show (ซึ่งก็คืองานวัดฝรั่งนั่นเอง) พี่หม่อมคนนี้เป็นเพื่อนกับ พจน์ อานนท์ แถมเป็น ‘เพศเดียว’กับพจน์ อานนท์ อีกต่างหาก แป๊ปมันก็เลยเกรง(กลัว)นิดๆ แต่พี่เขาก็เป็นคนจริงใจดี ไปงานวัดฝรั่งทุกอย่างเหมือนงานวัดไทยเปี๊ยบ ยกเว้นลูกนิมิต กับการประกวดสัตว์จากฟาร์ม งานนี้ก็เลยมีกลิ่นฉุนเพียบ แต่ก็เป็นโอกาสดีที่ได้กอดรัดฟัดแกะ และบอกว่าตัวเองว่ามา “ถึง”นิวซีแลนด์จริงๆแล้วนะเออ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/monument.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/monument.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;พอออกจากงาน Easter ก็ไปที่ one tree hill ต่อเป็นยอดเขาที่มีอนุเสารีย์ของชาวเมารีคนแรกที่ได้เป็นเซอร์ ชื่อ เซอร์ จอห์นอะไรสักอย่าง จำไม่ได้ละ คนไทยที่นี่มีความเชื่อว่าถ้ามาขอพรกับท่านเซอร์ที่นี่แล้วจะได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ หรือได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง ตูมก็เลยไหว้ไปซะ 1 ทีขอให้กะเหรี่ยงตูมได้มาขุดทองที่นี่อีก สัก 5-6 เดือนนะค้าบบบบบบบบ เจ้าปะคู้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนเย็นของวันนั้นมีนัดกินหมูกะทะที่บ้านพี่เบลซึ่งเป็น manager ของนายแป๊ปที่ร้านเบอร์เกอร์คิง มีนิวซีแลนเดอร์หนึ่งคนมารวมแจมคือนายเอ๊ดดี้ เพื่อนร่วมงานฝรั่งขี้อายที่เบอร์เกอร์คิงนั่นแหละ นายเอ๊ดดี้คนนี้เป็นคนหน้าตายมั่กๆ เราเรื่องลามกยังหน้าตาย ทำได้ไงวะ ขนาดขำยังขำหน้าตาย นายเอ๊ดดี้คนเนี้ย มีรสนิยมว่าหญิงชาวเมารี ที่อวบๆ (อ้วนๆนั่นแหละ) สวยที่สุดในโลก อยากไปอินเดีย เพราะอินเดียมีสาวอวบเยอะ ผู้หญิงอินโดนีเซียน่ารักสุดๆ จริงๆมีเรื่องอื่นอีกแหละแต่เปลืองหน้ากระดาษไม่อยากเล่า(เล่าวันเดียวก็ไม่หมด) หลังจากนั้นก็ไปดูต้มยำกุ้ง พ่อหนุ่มเอ๊ดดี้ ตาค้างกับฝีมือพ่อหนุ่มจา พนม แต่แก๊งคนไทยตาค้างกับฉากกะหรี่ตั๊ก บงกช เรื่องเดียวกัน แต่มุมมองต่างกันค้าบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/toom%26pab.jpg" border="0" /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/bbq.jpg" border="0" /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/buathai.jpg" border="0" /&gt;กว่าจะกลับถึงบ้านเล่นเอาตี 1 กว่า วันต่อมาฝนดันตกทั้งวันเลยไม่ได้ไปเที่ยวไหน จัดของกลับบ้าน ก่อนกลับแวะไปที่ร้านบัวไทย ไปลาเจ้าของร้านกับพี่ๆที่ร้านทุกคน เลยได้กินฟรีอีกมื้อ ดีใจจัง แล้วถ้ามีโอกาส (และมีเงินพอ) คงจะได้ไปเยี่ยมที่นี่อีก ขอบคุณทุกๆน้ำใจที่มีให้นะครับ ไล่มาเลย ตั้งแต่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม่(เจ้าของร้านบัวไทย)--ที่อนุญาตให้ตูมไปทำตัวเกะกะในครัว&lt;br /&gt;พี่นุช – Chef ประจำร้านที่กันเอ้งกันเองกับตูม&lt;br /&gt;พี่ดวง---Chef อีกคนที่กันเอ้งกันเองไม่แพ้พี่นุช&lt;br /&gt;พี่ตุ่น---พี่อีกคนในร้านที่กันเอ้งกันเองไม่แพ้สองคนแรก ,&lt;br /&gt;น้องเอริ์ธ--- น้องใหม่ประจำร้านที่มือใหม่พอๆกับเด็กตูม ,&lt;br /&gt;Boss--- เจ้าของร้าน ชาวกีวีที่หลงเข้าใจผิดว่าตูมเป็น superstarมาจากเมืองไทย&lt;br /&gt;พี่มิ้น,พี่หน่อย----อุตส่าห์พาตูมสำรวจ Auckland ตอนเพื่อนแป๊ปหาเงินงกๆ&lt;br /&gt;Nick ---ฝรั่งหัวใจไทย&lt;br /&gt;พี่เบล---- กับหมูกระทะและต้มยำกุ้ง&lt;br /&gt;พี่หม่อม----สละเวลาพักผ่อนอันมีค่าขับรถพาตูมตะลุยรอบเมือง&lt;br /&gt;ป้ารอด,พี่กระต่ายน้อย ----ยำหมูยอ รสชาติรำลึกถึงบ้านเกิด&lt;br /&gt;และจะลืมเสียมิได้ เพื่อนแป๊ป ที่เป็นต้นเหตุของ trip นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกคนที่เกี่ยวข้อง(ที่อาจจะกล่าวถึงไม่หมด)ที่พาตูมสนุกสนานกับชีวิตช่วงสั้นๆที่ Auckland ขอบคุณนะคร้าบบบบบ แล้วหวังว่าจะได้เจอกันอีกเร็วๆนะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-114544949759031232?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/114544949759031232/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=114544949759031232' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114544949759031232'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114544949759031232'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/04/chapter-22-auckland.html' title='Chapter 22#  หนุกหนานที่ Auckland'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-114458421653298941</id><published>2006-04-09T04:30:00.000-07:00</published><updated>2006-04-09T05:03:36.550-07:00</updated><title type='text'>Chapter 21#Hanmer spring  &amp; Kaikoura the story</title><content type='html'>9/4/06&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/fellowship.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;ไปเที่ยวกลับมาแล้วครับ ด้วยความเหนื่อยอ่อน เจอดีหลายอย่าง ลองอ่านดูก็แล้วกัน กรุ๊ปเราที่ไปมี 5 คนครับ มีน้องปัน(ไม่ใช่ปัด..ขอโทษทีครับ) น้องฝน น้องต้า เด็กตูม แล้วก็ (พี่) คิม ซูจิน สาวโสด35หน้าเด็ก จากสาธารณรัฐเกาหลีเป็นผู้ร่วมทาง และเนื่องจากมีคนต่างชาติไปคนเดียว trip นี้ก็เลยมีกฎเบาๆว่าควรจะพูดภาษาอังกฤษกัน ไม่ให้ซูจินเหงา (ถึงจะมีงูกับปลาเพ่นพ่าน เต็มไปหมดก็เถอะ)&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/bungy%20jump%40bridge.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;การเดินทางเริ่มต้นเมื่อเวลา 14.00 ของวันศุกร์ครับ ขับรถขึ้นเหนือไปเรื่อยๆตามเส้นทาง กะว่าไปแบบ ชิวๆ พลันเมื่อมาถึงประมาณกิโลเมตรที่ 40 จากเมือง Christchurch ความซวยก็เกิดขึ้น ขณะที่นายตูม ผู้ถือใบขับขี่รถยนต์นานาชาติระดับA license ขับรถมาด้วยความเร็วระดับเต่ากัดยางที่ 67 กม.ต่อชั่วโมงนั้นเอง มีลุงคนหนึ่งสวมชุดแต่งกายสีฟ้าเหมือนตำรวจ (ก็ตำรวจนั่นแหละ) เรียกให้จอดครับ สัญชาตญาณของตูมที่เคยโดนตำรวจเมืองไทยเรียก(ไม่)บ่อยที่เมืองไทยรู้ทันทีว่า กูต้องเจออะไรสักอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และก็ไม่ผิดจากคาด คุณลุงตำรวจเอาหลักฐานเซ็นเซอร์ตรวจจับความเร็วมาพร้อมกับคำพูดอันปวดใจ “you were &lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/notice%20and%20I.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/notice%20and%20I.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;speedy” หลังจากนั้นแกโชว์ตัวเลขให้ดู 67 กม/ชม (คุณผู้อ่านตามฝาดครับ ผมไม่ได้พิมพ์ผิดแน่) ลุงแกบอกว่าที่นี่เป็นเขตชุมชนขับได้ไม่เกิน 50 กม/ชม เราขับเกินไป 17 กม(คือว่าผมขับรถเข้าซอยที่บ้าน ผมยังขับเร็วกว่านี้เลยลุง อย่าว่าแต่ชุมชนเลย) ต้องไปเสียค่าปรับที่ Christchurch ตอนขากลับ 120 เหรียญ ใบสั่งใบแรกมาพร้อมกับประสบการณ์ขับขี่ต่างประเทศครั้งแรก มันน่านักไอ้ตูม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณจะรู้สึกยังไงถ้าคุณต้องเสียค่าปรับเพราะขับรถเร็ว ที่ระดับความเร็ว 67 km/hr????????&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากตูมคนที่เคยขับรถพุ่งทะยานแบบเฟอร์นานโด อลองโซ่ ก็กลายเป็นคนขับรถไม่ต่างอะไรจากลุงแก่ๆคนนึง ใครอยากขับแซงก็แซงไป ..เสียศักดิ์ศรีอดีตmarketing โตโยต้า ทูโช จริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ่นตั้งเยอะเนี่ยไม่ใช่อะไร แค่อยากบอกว่าเปิดหัวมาก็เซ็งแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/?????????.1.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F%3F.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;หลังจากตั้งสติ สตังค์อะไร เรียบร้อย เราเดินทางกันต่อ พร้อมกับแวบเติมน้ำมันด้วย 2 ชั่วโมงต่อมาเราก็ไปถึง Hanmer spring (คือถ้าไม่โดนลุงสายตรวจดักไว้ก่อนก็คงใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง) เข้าพักที่ Kakapo lodge ซึ่งเป็นโรงแรมแบบ budget ของ YHA ในห้องมันก็จะไม่มีอะไรเลย(นอกจากที่นอนแล้วไม่มีอะไรเลย ) นอกจากเตียง ผ้าห่ม หมอน 5 ชุด สำหรับพวกเรา 5 คน ห้องครัว ห้องน้ำ ก็ใช้รวมกัน คงจะพอจินตนาการได้สำหรับใครที่เคยเที่ยวแบบประหยัดมาก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างที่เกริ่นคราวที่แล้วว่า Hanmer spring มีบ่อน้ำร้อน (จริงๆมันก็คือสระน้ำร้อนกลางเขานั่นแหละ)พอไปถึงปุ๊ปซูจิน แนะนำพวกเราว่าควรจะออกมาแช่น้ำร้อนกันก่อนมืด แน่นอนนิสัยคนไทย ชาวต่างชาติขออะไร เราไม่ขัดอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันไปแช่น้ำร้อน พอเดินออกไปข้างนอกโรงแรมปุ๊ป เจอรถเก๋งสภาพท้ายบุบ เหมือนโดนชนถูกลากมา ไปๆมาๆ อ้าว เป็นคนไทยซะอีก(หญิงมั่นวัยทำงาน 4 หน่อ) มาเที่ยวแบบ backpack 10 วันครับ แกบอกว่าฝนตกถนนลื่นรถเลยปัดไปชนต้นไม้ข้างทาง ค่าซ่อมรถน่ะไม่ต้องเสีย แต่ต้องเสียค่าเอารถมาเปลี่ยน 225 เหรียญ สรุปพวกพี่เขาเซ็งกว่าผมอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันรุ่งขึ้น เรา 5 คนมีโปรแกรมขับ mt. bike ลุยป่า hanmer กัน เทวดาคงจะรู้เวลาของพวกเรามั้งครับ เราอุตส่าห์รอ&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/bicycle.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/bicycle.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;จนกระทั่งฝนหยุดแดดออก เพื่อไปเอาจักรยาน พอเรารับจักรยาน เวลาเช่าเดินปุ๊ป ฝนตกอีกแล้ว แล้วก็ตกกระหน่ำจนเราปั่นเสร็จ 1 ชม. ครึ่ง พอเราคืนจักรยานปุ๊ป ฝนหยุด วันนั้นมีแข่งวิ่งมาราธอนประจำปีด้วย นักวิ่งก็เลยเปียกมะลอกมะแลก ดูไม่จืดกันสักคน เอาล่ะพอเราเห็นว่าฝนหยุดปุ๊ป เราก็ไปหาเรื่องแช่น้ำร้อนกันอีกรอบ เทวดาแกล้งอีกแล้ว พอเราเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมลงน้ำ ฝนก็ตก มันจะอะไรของมันเนี่ย เล่นอยู่ประมาณ 45 นาทีทั้งฝนตกนั่นแหละ พอเราขึ้นรถเตรียมออกจากเมือง ฝนก็เหมือนรู้ครับ หยุดอัตโนมัติ เหลืออีก package นึงเป็นโปรแกรมตะลุยเขาวงกต คงจะพอเดาได้นะครับว่าฝนหยุดหรือฝนตก เฮ้อ….สงสัยเพราะกลุ่มเรามีน้อง ‘ฝน’มาด้วย ชื่อเป็นมงคลมากคับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/car%20advertising%20...isn"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/car%20advertising%20...isn%27t%20it.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;หลังจากเปียกมะลอกมะแลก เราเดินทางไปที่ Kaikoura กันต่อ ซึ่งเส้นทางน่ะ ไม่ต่างอะไรจากเชียงใหม่- แม่ฮ่องสอนเท่าไร ไม่ได้นับว่ากี่โค้ง แต่น่าจะสูสีแหละ ระหว่างทางเนื่องจากยังเซ็งเรื่องโดนจับอยู่ ก็เลยขับไม่เร็วมาก (เพราะว่าเป็นทางโค้งที่ไม่ค่อยชินด้วย) มีรถขับตามมาคันนึงครับ วัยรุ่นทั้งนั้นเลย ไอ้เราก็อยากให้มันแซงหรอก แต่เป็นทางโค้งเราก็พยายามบล็อกไว้ให้จนกว่าจะเห็นว่าปลอดภัยจะชะลอให้แซง มันชูนิ้วกลางออกมานอกหน้าต่าง แล้วก็ตะโกนอะไรสักอย่าง (ผมว่าไม่ใช่ ‘คุณขับรถสุภาพจังเลย’แน่นอน) พอเราปล่อยให้มันแซงยังมีหน้ามาด่าเราอีก เสียความรู้สึกโคตร ทางโค้งมันยังจะแซง ถ้าไม่โดนสิบล้อสอยตกเขาไปก่อนก็คงไม่สำนึก (ทำไมไอ้พวกนี้มันไม่โดนใบสั่งบ้างวะ โลกไม่ยุติธรรม)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากเซ็งเรื่องนี้แล้ว Nissan bluebird พาหนะสำหรับการเดินทางคราวนี้ก็มีปัญหาอยู่เนืองๆ ระหว่างทางจาก Hanmer ไป Kaikoura มีเสียงเหมือนเสียงครูดที่ดิสก์เบรคล้อ เสียวๆเหมือนกัน เป็นๆหายๆ กะว่าพอถึง kaikoura จะหาศูนย์เช๊ค (แล้วในที่สุดก็ลืม) อย่างไรก็ตามตอนกลับเจ้านกสีฟ้า กลับไม่งอแงเหมือนตอนขามาก็เลย จำใจยกผลประโยชน์ให้จำเลยไป&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/lazy%20shag.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/lazy%20shag.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เขียนมาตั้งเยอะยังไม่ถึง Kaikoura สักที เอาเป็นว่าเรามาถึงแล้วเลยนะครับ ถ้า Hanmer เป็นป่า Kaikoura ก็เป็นทะเล พอมาถึง Kaikoura ตอนประมาณ 6 โมงกว่าๆ เราก็เข้าพักที่ Lazy shag (แปลว่า ขี้เกียจตัวเป็นขน) เป็น budget accommodation (อีกแล้ว)แต่สะอาดและสะดวกสบาย เจ้าของเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นครับ พูดภาษาอังกฤษเป็นไฟแล้วก็อัธยาศัยดีมาก และเนื่องจากเคยฟังภาษาอังกฤษแบบญี่ปู้น ญี่ปุ่น จากโตโยต้า ทูโช มาบ่อยๆก็เลยจับใจความได้ไม่ยาก อันนี้ต้องยกคุณความดีให้นะขราบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าใครจำได้คราวที่แล้วผมบอกว่าที่นี่ขึ้นชื่อเรื่อง crayfish (lobster) สาวคิม ซูจิน ก็เลยตั้งมั่นว่าจะมากินกุ้งมังกรให้จงได้ เราก็เลยออกไปกินกันคืนนั้นเลย ในผับชื่อ The rocks ซึ่งเป็นผับที่ดังที่สุด (มั้ง) ของเมือง ตามความเห็นของ host ที่โรงแรม ราคาของ crayfish ในเมนูคือ 89 เหรียญ เรามองหน้ากันเลิกลั่กๆ เฮ้ย ผิดแผนหรือป่าววะ (จริงๆแผนน่ะ ไม่ผิด แต่ผิดที่งบประมาณ) สุดท้ายเราก็ไม่ได้แดกเจ้ากุ้งมังกรกัน จริงๆน่ะมีกุ้งมังกรเป็นอาหารชุดขายเป็นพวกฟาสต์ฟู้ดทั่วไปตามร้าน fish n ship ราคาก็ถูกกว่าตั้งเยอะแค่ 25 เหรียญ แต่พวกเราตาถั่วมองไม่เห็นเอง …โง่จัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/post.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/post.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;วันต่อมา (วันอาทิตย์ที่ 9) เราbook กิจกรรมพายเรือคายักดูแมวน้ำไว้ตอน 9 โมง ก่อนที่จะไปดูแมวน้ำได้ก็ต้องพายเรือคายักกันให้คล่องเสียก่อน (ลืมบอกไปที่เราเลือกกิจกรรมนี้เพราะว่าถูกและนานครับ) เกิดมาก็พึ่งพายเรือเป็นเรื่องเป็นราวก็คราวนี้แหละ แถมพายออกทะเลอีกต่างหาก และก็ดังคาดพอลงทะเลปุ๊ป พวกเรา 4 คนก็พาย&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/fur%20seal.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/fur%20seal.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; ‘ออกทะเล’ จริงๆด้วย พายไปไหนก็ไม่รู้ ยกเว้น ซูจินไว้คนนึง เพราะซูจินจับคู่กับครูสอน โชคยังดีที่ตูมยังพอจับหลักได้เร็วก็เลยพายคืบหน้าไปได้ แต่ต้ากับปัน 2 รายนั้น เกยหินบ้างล่ะ พายชนคลื่นบ้างล่ะ หมุนบ้างล่ะ แถมพายไม่ค่อยไปอีกต่างหาก เป็นที่หนักอกหนักใจของครูฝึกไม่ใช่น้อย ความทรงจำดีๆของการพายเรือคายักคราวนี้ก็อยู่ที่การเจอแมวน้ำตัวเป็นๆแบบใกล้ๆข้างๆกราบเรือ เคยเห็นน่ารักๆใน postcard แต่ทำไมเวลาตั้งใจจะถ่ายให้มันดูดีเหมือนใน postcard ทำไม่ได้สักทีก็ไม่รู้ ใช้เวลาพายอยู่ประมาณ 3 ชั่วโมงถึงกลับเข้าฝั่ง แขนล่ำ หน้าดำกันถ้วนหน้า น้องฝนเมาเรือ ขอตัวไปอ้วก น้องปันหน้ามืดเหนื่อยจัด น้องต้าก็เหนื่อยพอๆกับน้องปัน เหลือไอ้ตูมกับซูจินยิ้มระรื่น พาทุกคนมาทุกข์ทรมานด้วยกันสำเร็จ 5555&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/destiny%20chocolate.jpg" border="0" /&gt;ก่อนกลับมาเขียนเรื่องเล่านี้ให้อ่านกัน ไปซื้อchocolate ทำนายโชคชะตามากินและอ่าน คำทำนายได้ว่า “The beginning is when you begin” …โอ้โห ทำนายแม้นแม่นยังกับตาเห็น …&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Next trip …., in Auckland ,the beginning is this Thursday . Happy life and get wet in Songkran day kab.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล1. ทำแว่นกันแดดอันโปรดหายตอนขากลับ เสียใจมั่กๆ เสียค่าปรับแล้วยังต้องเสียแว่นอีก เศร้าๆๆๆๆๆๆ&lt;br /&gt;ปล.2 รูปลงไว้ให้ที่ &lt;a href="http://www.zorpia.com/thitipan"&gt;www.zorpia.com/thitipan&lt;/a&gt; นะครับ (กำลังจัดการลดขนาดรูปอยู่ครับวันอังคารละกันนะ แต่รูปตอน museum ลงให้แล้ว)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-114458421653298941?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/114458421653298941/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=114458421653298941' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114458421653298941'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114458421653298941'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/04/chapter-21hanmer-spring-kaikoura-story.html' title='Chapter 21#Hanmer spring  &amp; Kaikoura the story'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-114432636150911552</id><published>2006-04-06T05:05:00.000-07:00</published><updated>2006-04-06T05:26:01.526-07:00</updated><title type='text'>Chapter#20 จาก Museum ไป Aquarium จบที่Politics</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/Maori%20sculpture.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/Maori%20sculpture.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;6/4/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/I%20faced%20to%20museum.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;อาทิตย์นี้ยุ่งกับเรื่องโปรแกรมเที่ยวเกือบทั้งอาทิตย์ เดี๋ยวน้องโน้ตไปไม่ได้ต้องหาคนไปแทน หรือจะไป cancel จองใหม่ แล้วเสียค่าปรับดี ไหนจะต้องไปแก้ไขขนาดรถให้เล็กลง ติดต่อ tourist center โอ๊ย!!! วุ่นวายมั่กๆ ทำแทบจะคนเดียว สุดท้ายหวยออกที่น้องปัดหาเพื่อนร่วมโรงเรียนไปได้เป็นคนเกาหลีอายุ 30 ฝ่าๆ แต่ยังไม่เห็นหน้าเลยแหละ ตอนแรกเห็นว่าเขาอยากไปแต่ไปไม่ได้เพราะเคร่งศาสนาต้องทำกิจธุระที่โบสถ์ตอนวันอาทิตย์ ไอ้เราก็เลยเสนอ พี่ไปสวดมนต์ที่ Kaikoura แทนได้มั้ย พระเจ้าได้ยินเหมือนกัน สุดท้ายก็เลยแก้ปัญหาได้มีคนครบ 5 คนเหมือนเดิม ไม่ต้องแก้ไขอะไร กว่าจะไปได้ทุลักทุเลดีแท้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่คุณกำลังอ่านๆอยู่นี้ผมก็คงกำลังขับรถอยู่ระหว่างทางไป Hanmer spring แล้วล่ะครับ รู้สึกติดค้างเรื่องจะถ่ายรูปแกะมาให้ดูนานแล้ว เอาเป็นว่าถ้าเจอแกะข้างทางจะถ่ายมาให้ละกัน (มันต้องมีบ้างล่ะวะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาทิตย์นี้มีข่าวไม่ค่อยดีว่า Andrew ญาติเสีย Andrew ก็เลยวุ่นวายกับการจัดการเอกสารกับงานต่างๆพอ&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/Maori%20sculpture.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/Maori%20sculpture.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;สมควร(เยอะเลยแหละ) แกก็เลยพาคนรู้จักชื่อ Geraldine เป็นคนอังกฤษ มาสอนแทนวันนึง และ Geraldine นี่แหละที่เป็นคนพาไป Cantebury Museum พิพิธภัณฑ์ประจำเมือง อยู่ติดกับ Botanic garden หลังจากนั้น เด็กตูมก็กลายเป็นขาประจำของ museum แห่งนี้โดยม่ายยด้ายยต้างงงจายยยย 4 วันผ่านมาแล้วไปอยู่ใน museum ซะ 2 วัน (และจะมีวันที่ 3-4-5 เร็วๆนี้) จริงๆมันเข้าฟรีนะครับ แต่ข้างหน้ามันจะเขียนว่าช่วยบริจาคอย่างน้อยสัก 5 เหรียญเถอะ ผมคิดว่า… เดี๋ยวผมมาจนเบื่อเมื่อไรผมจ่ายทีเดียวเลยละกันนะ เหะๆ ตอนนี้ยังอยากมาบ่อยๆอยู่ เสียทีละ 5 เหรียญท่าทางจะจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/little%20Maos%20skeleton.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/little%20Maos%20skeleton.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;อาจจะงงว่าทำไมติดใจ หลักๆเลยก็คือที่ museum มีหลายเรื่องสำหรับคนที่สนใจหลายศาสตร์นะครับ ตอนแรก Andrew ฝาก Geraldineให้พามาดูเรื่องเกี่ยวกับชาวยุโรปกลุ่มแรกที่มาตั้งถิ่นฐานที่Christchurch ผมก็ดูครับแต่ไปสนใจเรื่องผจญภัยขั้วโลกเหนือกับเรื่องสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซะงั้น แหม ก็คนเมืองร้อน เห็นการผจญภัยขั้วโลกมันก็ต้องตื่นเต้น เห็นปลาวาฬก็ต้องโอ้โห เห็นแมวน้ำก็แปลกตาสิจริงมั้ย แทนที่จะไปเข้าโรงหนังใน museum ที่ฉายเรื่องชาวยุโรป ผมก็ไปนั่งใน lab ฟังเสียงปลาโลมากับปลาวาฬคุยกันแทน …ทำไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายก็ไปดูมาเหมือนกัน คิดถึงตอนปีใหม่ที่ TTTC ปีที่แล้วมาก ยังไงยังงั้นเลย ชุดน่ะสวย แต่หุ่นที่ใส่นี่สิ หลอนโคตร ถ้ามาเดินกลางคืนก็ตัวใครตัวมันแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้จะสาธยายให้หมดยังไงดีกับ museum นี้เอาเป็นว่ายังมีเรื่อง ประวัติศาสตร์พาหนะ มัมมี่ ไดโนเสาร์ นก ธรณีวิทยา ฯลฯ ที่ยังไม่ได้ดู หรือดูแล้วก็ยังสงสัย เอาเป็นว่าว่างวันไหนเดี๋ยวมาอีกๆ แต่คงเอามาเล่าให้พ่อแม่พี่น้องฟังไม่หมดนะครับ แต่จะถ่ายรูปให้ดูละกัน เดินมา 2 วันยังเก็บรายละเอียดไม่ถึง 50 % ถ้าเล่ามันหมดสงสัยอ่านทั้งวันก็คงไม่จบเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/super%20crayfish.jpg" border="0" /&gt;เมื่อวันพุธตอน 4 โมงเย็นมีเวลา 1 ชั่วโมงแวบไปดู Aquarium ก่อนที่เขาจะปิดตอน 5 โมง คือเจ้า Aquarium เนี่ยจะมาหลายทีแล้วแต่หาไม่เจอ ปรากฏว่า Geraldine พามาชี้ให้ดูตอนวันจันทร์ บอกว่าอยู่ใน Information center ที่เราไปจองโปรแกรมเที่ยวทั้งหลายนั่นแหละ ปรกติพวกจองโปรแกรมเที่ยวเนี่ยเข้าไปในอาคารแล้วต้องเลี้ยวซ้ายเลยไงครับ ถ้าเลี้ยวขวาจะเป็นพวกของที่ระลึก (ซึ่งยังไม่มีความจำเป็นตอนนี้) ก็เลยไม่ได้ใส่ใจ Geraldine ชี้ประตูปุ๊ป ไอ้ตูมเซ็งเลย โห เราก็นึกว่า Aquarium แบบใหญ่มั่กๆ3 สนามฟุตบอล ที่ไหนได้ เล็กโคตรขดอยู่ในอาคาร ขนาดประมาณสนามบาส 1 สนามครึ่งแค่นั้นเอง ….ถึงจะประชดยังไง แต่สุดท้ายไอ้ตูมก็เสียตังค์เข้าไปดูอยู่ดีนั่นแหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่าเข้า 12 เหรียญ สำหรับการเดินประมาณ 5 นาทีทั่วทั้ง hall คุ้มมั้ย …ยังๆ มา aquarium ก็จริงแต่ highlight ไม่ได้อยู่ที่สัตว์น้ำครับ อยู่ที่นี่เลย..นกกีวีตัวเป็นๆ นกกีวีเป็นสัตว์หากินเวลากลางคืนครับเขาก็เลยต้องทำห้องแยกไว้แล้วเปิดไฟ blacklight ไว้ตลอด แล้วก็ห้ามถ่ายรูปหรือส่งเสียงดังด้วย เดี๋ยวกีวีช๊อกตาย..โธ่นกอะไรใจมดจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากไปดูกีวีตัวเป็นๆมาแล้ว อธิบายวิธีทำกีวีอย่างนี้ครับ ไปเอาลูกฟุตบอลมาลูกนึง ติดขนนุ่มๆคล้ายๆแกะผสมกับขนไก่รอบลูกฟุตบอล(ไม่ต้องทำปีก เพราะเล็กมากจนเหมือนไม่มี) ไม่มีหาง ขาแบบนกกระจอกเทศย่อส่วน (คล้ายๆไก่แต่ใหญ่กว่า) เอามาจิ้มไปบนลูกบอลเป็นขา 2 ข้าง หาลูกกอล์ฟมาลูกนึงแปะเป็นหัว ติดตาสีดำเล็กๆ 2 ข้าง เอาตะเกียบมีคมจิ้มที่ลูกกอล์ฟทำเป็นปาก เท่านี้เราจะได้โมเดลนกกีวีขนาดเท่าตัวจริง (1:1) 1 ตัวไว้ดูเล่นที่บ้านครับ ง่ายจัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/comparing%20egg%20size.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/comparing%20egg%20size.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;นกกีวีป็นสัตว์หายากใน NZ ไปแล้วเพราะมีศัตรูตัวฉกาจคือ หมาครับ ก็เลยเป็นที่มาของสำนวนที่ว่า “หมาคาบไปแดก” เรื่องการวางไข่นะครับ กีวีเนี่ยตัวใหญ่กว่าไก่แจ้หน่อยนึง แต่ไข่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสัตว์จำพวกสัตว์ปีกเป็นรองแค่ นกกระจอกเทศ กับ นกอีมู และการออกไข่ครั้งละ 1 ฟอง บวกกับการมีระยะเวลาฟักตัวนาน (3-4เท่าของไก่)นี่แหละทำให้มันใกล้จะสูญพันธ์แล้ว มันเคยมีญาติตัวใหญ่อยู่ที่ NZ ด้วยชื่อ นกมัว (Maos) ขนาดสูสีหรือใหญ่กว่านกกระจอกเทศ แต่สูญพันธ์ไปหลายร้อยปีแล้วเพราะโดนชาวเมารีสอยไปเป็นอาหารหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกนั้นที่น่าสนใจใน aquarium นี้ก็คงเป็นพวกปลา salmon ,ปลาทูน่า , ปลาเทราต์ ,กุ้งมังกร (คราวที่แล้วเขียนว่า clayfish ต้องแก้เป็น crayfish นะครับ)ไม่ได้สนใจอะไรหรอกครับ สนใจว่าทำซูชิกินจะอร่อยมั้ย…ฮา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ออกมาจาก aquarium ปุ๊ปมีทางบังคับออกทางเดียว ต้องผ่าน souvenir shop แหม ช่างหาเรื่องดูดเงินในกระเป๋านักท่องเที่ยวหน้าตาฉลาดๆอย่างเราๆได้ดีเชียวนะ ของจีนทั้งนั้นกูรู้หรอก เสียใจคนไทยไม่โง่เฟ้ย ไม่เกิน 5 วินาทีต่อมาเด็กไทยจากไหนไม่รู้ เข้าใจว่าประมาณประถม ม. ต้น หัวเกรียนมาเลย เดินกรูเข้ามาจากข้างหน้าร้าน “เฮ้ย อันนี้สวยจังเลย” “อันนี่น่ารักจัง” “ไม่แพงเลย เฮ้ย ” “อะไรล่ะ อ๋อ พวงกุญแจ เอาสิ” “แกเอาอะไร เอาอันนั้นให้เรา 2 อันด้วย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงเด็กไทยฟังแล้วละม้ายคล้ายหมู ------ หมูสยาม (ตือเซียม)5555&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กะจะให้มันวนไปจบที่เรื่องการเมือง จบไม่ลงเอาเป็นว่าเล่าให้ฟังละกันครับ วันก่อนนั่งคุยกับ Ron ที่เป็น principal ของที่โรงเรียน เขาบอกว่าจะไปเมืองไทยเร็วๆนี้ก่อนจะบินไปอินเดีย Ron บอกว่าจะไปพักที่บ้าน ประสาร มฤคพิทักษ์ เพราะลูกชายประสาร เคยเรียนกับแก แกเลยสนิทกับประสารด้วย ผมก็เลยบอกไปว่าคนนี้เขาเป็นนักธุรกิจ แล้วก็เป็นนักพูดด้วย ตอนนี้เห็นว่าเป็นแกนนำนักธุรกิจต่อต้านทักษิณอยู่ วันนี้ Ron มาอีกแล้วครับ ถามตูมว่า ตอนนี้ใครเป็นนายก ผมบอกว่าทักษิณมันสละสิทธิ์ไปแล้วนี่ Ron ก็เลยถามต่อว่าตอนนี้ใครเป็นชั่วคราว (รักษาการ) ผมก็เลยบอกว่า ชิดชัย Ron เอานามบัตรใบนึงมาให้ดูครับ ใบนั้นเขียนว่า&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์” ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ….สรุปแล้วลูกนักการเมือง นักธุรกิจดังๆเมืองไทย เคยผ่านมือ คุณ Ron Greeves คนนี้มาไม่ใช่น้อย เราเองไม่ได้ผ่านมือ Ron โดยตรง แต่ก็เหอะๆ สักวันเถอะ อย่าให้เรา หญ่ายยยยยย บ้างก็แล้วกัน….. &lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-114432636150911552?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/114432636150911552/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=114432636150911552' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114432636150911552'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114432636150911552'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/04/chapter20-museum-aquarium-politics.html' title='Chapter#20 จาก Museum ไป Aquarium จบที่Politics'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-114388976726988442</id><published>2006-04-01T01:19:00.000-08:00</published><updated>2006-04-01T03:09:27.286-08:00</updated><title type='text'>Chapter19#The fellowship of travelling</title><content type='html'>1/4/06&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/fellowship%20of%20the%20trip.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;โลกเรามันมีสิ่งบังเอิญเยอะเหมือนกันนะครับ สำหรับผมบังเอิญแรกตอนที่น้องฝน(น้องที่มาเรียนภาษาที่นี่เหมือนกัน) ขอให้ผมพาไปดูแกะ บังเอิญที่ 2 ก็ดันเพราะว่าผมเห็นด้วย บังเอิญที่ 3 ผมนึกถึง information center ของที่นี่ บังเอิญที่4 ขณะที่ผมกำลังอ่านแผ่นพับโฆษณาอยู่ ผมก็ได้ยินเสียงคนไทยข้างๆกำลังแจ้วๆเกี่ยวกับเรื่องเที่ยว บังเอิญที่5 คนไทยทั้ง2 ผู้ชายคน ผู้หญิงคนเพิ่งเจอกันในนั้นเองด้วย บังเอิญที่ 6 สองคนนั้นต่างมาNZคนเดียวและกำลังหาเพื่อนร่วมทางเหมือนกันอีกต่างหาก บังเอิญ7 กรูก็กำลังหาเพื่อนเที่ยวด้วยน่ะดิ&lt;br /&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/harbour%20diamond%20from%20Gondola.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;บัดนี้จะขอแนะนำตัวละครเพิ่มอีก 4 คนนะครับ หนึ่งเลยน้องฝนสาวร่างตุ้ยนุ้ย คนนี้มาเรียนภาษาเหมือนผมเลย เรียนที่เดียวกัน เป็นเด็กหาดใหญ่ชั้น ม5 คร้าบ คนที่สองเป็นหนุ่มน้อย ตัวสูง หน้าตี๋(ไม่ขาว)ชั้นปี 3 จากคณะจิตวิทยา มศว. ชื่อน้องต้า คนที่สามน้องปัด สาวตากลม ผมยาว แบบบางเฉียบจากค่ายบัญชีสีชมพู จุฬาฯ คนที่สี่ หนุ่มน้อยไทยแท้ ม.5 เพื่อนร่วมโรงเรียนน้องปัด ลูกบดินทร์แต่หน้าตาดันมาเหมือนเผ่าเมารีเจ้าของประเทศนามว่าโน๊ต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้ง 4 คนนี้มีมาเรียนคอร์สซัมเมอร์ และมีกำหนดกลับเมืองไทยไม่เกินเดือนมิถุนายน ส่วนผม..โน่นอยู่นั่งนับแกะ ถึงกันยา ตุลาโน่นเลยครับ วันที่เขียนนี้ผมพึ่งกลับจากการเป็น “ไกด์” นำน้องๆที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไปเที่ยว Lyttelton (Harbour Diamond) ซึ่งเป็นรอบที่ 2 ของผมแล้ว คราวที่แล้วผมมากลับไอ้หนู Levi จำได้ไหมคับ ตอนนั้นเป็นนักท่องเที่ยวแต่คราวนี้มาในฐานะไกด์เอง ตอนกลับคราวนี้พิเศษหน่อยมีโอกาสแวะไปขึ้น Gondola (กระเช้า) ซึ่งคราวที่แล้วไม่ได้ขึ้น ทั้งที่อยู่ไม่ห่างกันเท่าไร จ่ายไป 18 เหรียญเป็นราคาของความอยากรู้อยากเห็นคราวนี้ จุดพักที่อยู่ข้างบนของกระเช้า นอกจากมีจุดชมวิว,ร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกเพื่อดูดเงินนักท่องเที่ยว(เช่นพี่ไทย)แล้ว ก็มีเป็น heritage museum ด้วย แต่จากการเดินโดย (ไม่)รอบแล้ว ผมว่าสมจริง สมจังเกินไปนิด หุ่นรูปคนแต่ละตัว ปั้นซะเหมือน เมื่อประกอบกับบรรยากาศมืดๆแล้ว จากพิพิธภัณฑ์ มันดันดูคล้ายบ้านผีสิงมากกว่า(เป็นงั้นไป) ด้วยเหตุนี้แหละครับ ผมก็เลยรีบๆดูรีบๆเดินหนีออกมา (ตามวลียอดนิยมว่า “ปากกล้า ขาสั่น”)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/from%20gondola3.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/from%20gondola3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;จบเรื่องการเที่ยว(ที่เดิม)ของผมในอาทิตย์นี้แล้ว ต่อไปเป็นเรื่องที่พวกเราพันธมิตรแห่งการท่องเที่ยว (โดยไม่มีแหวน) ตกลงใจจะไปเที่ยวในอาทิตย์หน้ากันบ้าง พวกเราตกลงกันว่าเราจะไปเที่ยวที่ Hanmer spring และ Kaikoura กัน Hanmer spring อยู่ตรงกลางของเกาะใต้ (1.5 ชม.กับ 3 ชม. จาก Christchurch ตามลำดับ) ขึ้นชื่อในเรื่องของความสวยงามของป่า และบ่อน้ำร้อน ในเมื่ออยากเด่นนัก .. เราก็เลยตกลงกันว่าจะไปขี่จักรยาน MT bike ตะลุยป่าและไปแช่น้ำร้อนกันให้สาแก่ใจ หลังจากนั้นจะเดินทางไปที่ Kaikouraซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องการดูปลาวาฬ(แต่เราจะไม่ดูเพราะมันแพง) และ กินClayfish (กุ้งมังกร) คำว่า Kaikoura เป็นภาษาเมารี Kai (กิน) Koura (กุ้งมังกร) 2 คำมารวมกันก็เลยเป็น ไปกินกุ้งมังกรกันเถอะ (แน่นอนว่าเราก็คงจะไม่กินเพราะเหตุผลเดิม) ที่นี่เราวางแผนจะไปพายเรือคายักกัน ไปทักพวก (fur seal) แมวน้ำกับนกทะเลอย่างใกล้ชิดแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเราตกลงกันได้แล้ว เราก็ต้องจองที่พักกัน เราไปจองที่พักกันที่ information center นั่นแหละครับ และก็ได้ที่พักอย่างถูก(แต่ไม่รู้ว่าดีมั้ย เพราะยังไม่ได้ไป) ที่แรกที่ Hanmer เป็น YHA ซึ่งผมไปทำบัตรสมาชิกไว้ตั้งแต่ก่อนมาก็เลยได้ลด 4 เหรียญ เหลือ 22 เหรียญต่อคืนในขณะที่คนอื่นก็จ่ายที่ 26 เหรียญตามเรต&lt;br /&gt;ส่วนที่ที่ 2 ที่ Kaikoura เราจองของพวกกรุ๊ป Backpacker ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าถูกกว่าอีกที่ราคา20เหรียญต่อคน&lt;br /&gt;กิจกรรมเรายังไม่ได้จองเพราะรอข้อสรุปจากน้องโน้ตก่อน เพราะน้องโน้ตอายุ 16 ปีและต้องรอให้Guardian (homestay)กับที่โรงเรียนอนุญาตก่อนว่าจะไปได้มั้ย (แต่น้องฝนไม่มีปัญหาแฮะ) เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เลยไว้ทีหลัง แต่ปัญหาก็คือเรื่องรถ เพราะผมอยากลองขับรถไปเองดู (self ซะ จริงๆรถCoachก็มีรับส่ง แต่ผมจะใช้ใบขับขี่สากลบ้าง มีอะไรมั้ย) ปรากฏว่าเนื่องจากพวกเรามีกัน 5 คน โตๆกันหมด เราก็เลยต้องหาเช่ารถที่มีขนาดใหญ่สักหน่อยนึง มีที่นึงเสนอมาว่ามีราคา 55 เหรียญต่อวันแต่เป็นเกียร์ Manual เราก็เลยปัดไป เดินหาเองดีกว่า เราไปเจอที่เช่ารถที่อยู่ริมถนนซึ่งผมผ่านไปผ่านมาทุกวัน (ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าดีมั้ย เพราะยังไม่ได้เอารถของเขาออกไปใช้) ให้เช่าที่ราคา 59 เหรียญ 3 วัน 177 เหรียญก็ดูเป็นราคาที่ไม่เลวเกินไป เราก็เลยเอาเลย ทำสัญญา จองรถเดี๋ยวนั้น ไม่เทียบราคาให้ปวดหัว(ใช้เน๊ตค้นมาหมดแล้ว ขี้เกียจเช๊คอีกเดี๋ยวฟุ้งซ่าน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีเกร็ดเรื่องเช่ารถมาฝากสำหรับใครที่อยากจะมาที่นี่แล้วมาหาเช่ารถขับกินลมเที่ยว รถที่นี่กฎหมายบังคับว่าถ้าเป็นรถเก๋งหรือรถแวนทั่วไป(ประมาณโตโยต้า wish) จะนั่งได้ไม่เกิน 5 คน ถ้ามา 6 คนจะนั่งเบียดๆไปในรถเก๋งไม่ได้ ต้องเปลี่ยนเป็นรถตู้แทน บริษัทรถเช่าเขาจะมีเขียนไว้เลยว่ารถคันนี้สำหรับกี่คนขึ้นไป ถ้ามากันเยอะ 7-8 คนก็มีอยู่ 2 ทาง แบบคล่องตัวก็เช่ารถเก๋ง 2 คัน หรืออีกวิธีนึงที่น่าสนใจก็เช่ารถบ้านไปเลยครับ (camper van) กินอยู่ในนั้น ไม่ต้องหาโรงแรมด้วยหาที่จอดตั้งแคมป์ข้างทางแบบไม่เปลี่ยวก็พอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกอย่างก็คือ ควรจะมีบัตรเครดิตด้วย เพราะค่ามัดจำต้องทำเป็นสลิปบัตรเครดิตไว้ก่อน ถ้าตอนกลับมาไม่มีอะไรบุบสลายก็ฉีกสลิปนั้นทิ้งไป แต่ถ้ากลับมาทั้งบุบบุบเละเทะ ก็โดนยึดสลิปไปซะ ผมไม่มีบัตรเครดิตหรอกครับ แต่โชคดีว่าน้องต้าพกมาก็เลยเช่ารถได้ มูลค่าของมัดจำจะสูงหรือมากก็ขึ้นอยู่กับอายุคนขับ ถ้าต่ำกว่า 25 ก็ต้องมัดจำที่ 3000 เหรียญ แต่ถ้า25 ขึ้นไปก็เหลือ 900 เหรียญ (ใช้เป็นสลิปบัตรเครดิตจ่ายนะครับ) โชคดีว่า 2006-1981=25 พอดีแหะๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากtrip hanmer spring &amp;amp; Kaikoura ในศุกร์- อาทิตย์หน้าแล้ว พันธมิตรแห่งการท่องเที่ยวกรุ๊ปนี้ยังมีโปรแกรมในหัวอีกประมาณ 3-4 โปรแกรม สำหรับผมถือว่าtrip สุดสัปดาห์นี้จะถือเป็นการอุ่นเครื่องที่ดีก่อนเที่ยวในช่วงวันหยุดอีสเตอร์ (ซึ่งบังเอิญอีกแล้วว่าเป็นช่วงสงกรานต์บ้านเรา) เฉลยเรื่องที่ค้างไว้สัปดาห์ก่อนเลยแล้วกัน 13-18 นี้ผมจะบินไปเยี่ยมคู่หู D2B เก่าจาก TTTC อย่างแป๊ปที่ Auckland จ้า(ถ้าคิดจะไปเกาะเหนือ ต้องรีบไปตอนนี้เพราะPAB ยังอยู่จะได้ฟรีค่ากิน ค่าอยู่ได้อักโข อาจไปหารายได้พิเศษระหว่างเที่ยวนิดหน่อยด้วย โหะๆ) หลังจากนั้น จะกลับมาเริ่มทำงานพิเศษที่โรงงาน recycle เย้ เขารับเราเข้าไปเก็บขยะแว้วววววววววววววว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. เลือกตั้ง 2 เมษาเป็นไงบ้างครับ อย่าให้รู้นะว่าใครเลือกเบอร์ 2 เราจะไม่ส่งเมล์ให้คุณอ่านอีกต่อไป (ปรากฎว่า เสียงประชาชนผู้อ่านบอกว่า เออดีกูก็ไม่อยากอ่านเท่าไรหรอก…อ้าว!!!! ซวยเลย)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-114388976726988442?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/114388976726988442/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=114388976726988442' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114388976726988442'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114388976726988442'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/04/chapter19the-fellowship-of-travelling.html' title='Chapter19#The fellowship of travelling'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-114388299479712576</id><published>2006-04-01T01:13:00.000-08:00</published><updated>2006-04-01T01:16:34.813-08:00</updated><title type='text'>Special issue : แปรรูป กฟผ.ภาค2</title><content type='html'>จริงๆลงไปแล้วรอบนึง แต่พอลง issueใหม่มันหายไปเลยเอามาลงอีกรอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;26/3/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            คราวที่แล้วตอนที่หนึ่งจบที่เรื่องความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อคำสั่งศาลไปแล้ว  คราวนี้มาดูว่าถ้าในกรณีที่แปรรูปเป็นเอกชนไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น  ราคาค่าไฟจะลดลงมั้ย ประสิทธิภาพการดำเนินงานจะเป็นอย่างไรดีตามแบบเอกชนหรือเปล่า ข้อมูลเหล่านี้นะครับมีรวบรวมใน website &lt;a href="http://www.onopen.com/2006/editor-spaces/214"&gt;http://www.onopen.com/2006/editor-spaces/214&lt;/a&gt; หรือลองค้นในนิตยสาร online อย่าง openonline ก็ได้นะครับ &lt;a href="http://www.onopen.com/"&gt;www.onopen.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            ประการแรกต้องเข้าใจเสียก่อนว่าการแปรรูปการไฟฟ้าเป็นบริษัทเอกชนในแบบไทยๆ (และโดนศาลตอกกลับมานั้น) เป็นการแปรรูปที่มิได้แยกเนื้อองค์กร และระบบสายส่งออกจากกัน นั่นก็คือแม้ถ้าจะเป็นเอกชนแต่ บริษัท กฟผ.ก็จะได้สายส่งแรงสูง เสาไฟฟ้า ฯลฯ โอนมาครอบครองเหมือนเมื่อครั้งเป็นรัฐวิสาหกิจด้วย .. แล้วจะมีผลยังไง? ก็คือ แม้ว่าจะเป็นบริษัทเอกชนแล้วก็ยังจะมีอำนาจผูกขาดอยู่นั่นเอง เพราะบริษัทอื่น กรณีที่ต้องการจะเป็นคู่แข่งก็จะต้องลงทุนสร้างเสาไฟฟ้าแรงสูง , เสาไฟเชื่อมตามบ้าน , เขื่อนสร้างไฟฟ้า ฯลฯ เอง (หรืออีกวิธีหนึ่งก็ต้องเช่าเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงและเสาไฟฟ้าจ่ายไฟตามบ้าน ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น )ซึ่งลองนึกดูนะครับว่าจะมีเสาไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 2-3 เสาในทุ่ง มีสายไฟเพิ่มขึ้นอีก (ซึ่งแค่นี้ก็พันกันยุ่งอยู่แล้ว) และอีกอะไรต่อมิอะไรที่จะเพิ่มขึ้น (ในกรณีที่มีคู่แข่งต้องการจะแข่งกับบริษัทการไฟฟ้า) เพราะฉะนั้นฟันธงได้เลยว่าถ้ามีการแปรรูปเป็นเอกชน การไฟฟ้าก็จะไม่มีคู่แข่งแถมมีอำนาจผูกขาดเหมือนในปัจจุบันอยู่ดี และถ้ามีอำนาจผูกขาดอย่าหวังง่ายๆเลยครับว่าค่าไฟจะลด (ทางเศรษฐศาสตร์เรียกกรณีนี้ว่าเป็นการผูกขาดตามธรรมชาติ)  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               ประการที่สอง สืบเนื่องจากประการแรก บางคนก็อาจจะบอกว่าค่าไฟลดได้สิ ขึ้นลงๆตามปัจจัยการผลิตอย่างน้ำมัน , น้ำ ฯลฯ ไง… ยังไม่หมดหรอกครับ เหตุผลที่ค่าไฟลดไม่ได้มีอีกกรณีหนึ่งที่สำคัญคือ เมื่อ กฟผ. เข้าตลาดหุ้นคนถือหุ้นย่อมหวังเงินปันผล ซึ่งก็คือส่วนที่เป็นกำไรจากการดำเนินงาน แม้ว่ารัฐบาลอาจจะมีองค์กรที่คอยควบคุมไม่ให้ค่าไฟสูงขึ้น มันก็จะเกิดคำถามจากนักลงทุนในตลาดว่ารัฐบาลเข้ามายุ่มย่ามกับกลไกตลาดทำไม (ทั้งที่นักลงทุนดังกล่าวก็อาจจะต้องการจ่ายค่าไฟที่บ้านต่ำๆเหมือนกัน แต่เงินที่จะได้จากการปันผลหรือ margin น่าสนใจกว่า ..โลกเราแปลกดีมั้ยฮะ )  แม้รัฐบาลอาจจะบอกว่ารัฐบาลจะถือหุ้นอยู่ 75 % แต่อีก 25 % ที่เป็นผู้ถือหุ้นเอกชนก็จะพยายามหากำไรจากจุดนี้ให้ได้อยู่ดี ถ้ารัฐบาลในฐานะหุ้นใหญ่ พยายามจะสกัดกั้นการขึ้นค่าไฟ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม  มูลค่าทางการตลาดของหุ้นก็จะลดลงกลายเป็นตัวแดงเถือกบนกระดาน … ถามว่าถ้าเป้าหมายของรัฐบาลเป็นเพื่อสวัสดิการอย่างที่รัฐบาลบอกแล้วใครมันจะไปซื้อให้โง่ ให้ตัวเองขาดทุน   คงไม่มีใครในตลาดหุ้นที่ถือหุ้นแล้วก็บอกว่า “ผลตอบแทนพ้มไม่เอาร้อก ผมถือหุ้นเพราะเป็นสมบัติแผ่นดิน ผมอยากให้คนไทยใช้ไฟฟ้าถูกๆ เงินปันผลไม่เอาก็ได้” ถ้าคิดได้อย่างนั้นไม่ต้องเดินเข้าตลาดหุ้นหรอกครับ เดินเข้าวัดดีกว่า&lt;br /&gt;              &lt;br /&gt;                              จริงๆแล้วต้องบอกว่าค่าไฟไม่จำเป็นต้องลดก็ได้ อาจจะตรึงอยู่กับที่หรือเพิ่มบ้างตามปัจจัยเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต แต่การอยู่ในฐานะเอกชนเต็มตัวย่อมนำไปสู่การแสวงหากำไรสูงสุดในที่สุด….ฟันธง!!!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประการที่สาม จริงๆแล้วการดำเนินการแปรรูปหน่วยงานของรัฐให้เป็นเอกชนนี้ มักจะมาพร้อมกับเงื่อนไขกองทุนการเงินต่างๆเช่น IMF ตอนที่เกิดวิกฤติปี 2540 นั้นไทยเราได้ขอกู้เงินจาก IMF มาซึ่งเงื่อนไขเงินกู้นั้นแนบมาพร้อมกับเรื่องการแปรรูปนี้ด้วย โดยเป้าหมายจริงๆ มองในแง่บวกก็ต้องบอกว่า เป็นการลดภาระการใช้จ่ายของรัฐบาลในการอุ้มชู หรือ ดูแลรัฐวิสาหกิจ โดยการปล่อยออกไปให้เอกชนดูแล แต่ถ้ามองในมุมกลับในแง่ลบก็เป็นโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาครอบครองกิจการเส้นเลือดหลักของชาติเช่นกัน    รัฐบาลนี้ประกาศว่าตอนนี้ไทยใช้หนี้ IMF หมดแล้ว มีเงินสำรองแล้ว การขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 5%(ข่าวดีๆทั้งน้าน) แต่ล่าสุดทนง พิทยะ บอกหลังจากศาลมีคำสั่งให้การแปรรูปเป็นโมฆะว่า รัฐบาลต้องการลดค่าใช้จ่าย เพราะการดูแล กฟผ. มีภาระมาก ถ้าไม่ผลักออกไปเศรษฐกิจจะหดตัว  ถ้าเศรษฐกิจมันดีจริงๆมีเงินในคลังจริงๆจะไปแคลร์อะไรกับการดูแลองค์กรนึงละครับ  ตอนนี้หนี้IMF ก็ไม่ได้เป็นแล้วจะไปทำตัวเหมือนยังเป็นลูกหนี้ อันนี้ก็น่าคิด…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               ประการที่สี่ สมมติฐานที่รัฐบาลบอกว่า กฟผ. ทำงานไม่มีประสิทธิภาพเป็นเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ แม้ว่าประวัติของ กฟผ. จะเป็นองค์กรที่นำส่งรายได้เข้ารัฐมากที่สุดก็ตาม มีกิตติศัพท์ทราบกันโดยทั่วไปว่าคนใน กฟผ. มีจำนวนมากอาจจะเรียกได้ว่ามากกว่างาน (อู้ได้ว่างั้น)  แถมได้รับสิทธิมากมายเช่นใช้ไฟฟ้าฟรีตลอดชีพ เงินโบนัส พักร้อน และบ้าบอคอแตกอีกหลายอย่าง แถมยังโดนไล่ออกยากกกกกด้วย  จริงๆแล้วการปรับองค์กรเป็นเอกชนเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งในการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในกลุ่มคนทำงานในองค์กร (ถ้าอู้กูไล่มึงออกนะเฟ้ย ทำนองนี้)… แล้วทำไมถึงว่าไม่ work ? ในการสัมมนาเรื่อง    “แปรรูป กฟผ. แบบของไทย...มีอะไรน่าเป็นห่วง?” ที่ธรรมศาสตร์ (อ้างอิงตามwebsiteข้างบนนะครับ) มีการพูดถึงเรื่อง strategic partner สำหรับผู้ถือหุ้น กล่าวคือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ส่วนหนึ่งควรจะเป็นผู้ถือหุ้นที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างละเอียดในอุตสาหกรรมนั้น (ไม่ใช่มาโกยอย่างเดียวนั่นแหละ) โดยมีการยกตัวอย่าง DTAC และ Telenor เมื่อDtac ต้องการกระจายหุ้น ก็จับมือเอาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องมือถืออย่าง Telenor ของนอร์เวย์เข้ามาเย้วๆถือหุ้นบริหารด้วยกัน (กลายเป็น CEO คู่หูคู่ฮา วิชัย- ซิคเว่ เบรเก้ อย่างที่เราเห็นกันในอดีต) หรือ ตัวอย่างเช่นกลุ่มธนาคารก็มีเยอะเช่น พวกไทยคำ ฝรั่งคำอย่าง UOB-รัตนสิน , DSBไทยทนุ ฯลฯ    ในกรณีของ กฟผ. จะกระจายหุ้นให้ประชาชนทั่วไป ซึ่งมันก็ฟังดูดีหรอกครับ แต่ถ้าถามว่าแล้วจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นยังไงก็ในเมื่อไม่มีใครที่สามารถชี้แนะแนวทางที่มีประสิทธิภาพให้แก่ บริษัท กฟผ. ได้สุดท้าย มันก็เข้าอีหรอบเดิม บริหารงานภายในกันห่วยๆเหมือนเดิม แต่มีกำไร (เป็นเอกชนแต่ก็ยังผูกขาด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               จริงๆผมชอบรัฐบาลทักษิณอยู่อย่างในเรื่องการปรับปรุงองค์กรราชการส่วนท้องถิ่นอย่างกรม , สำนักงานเขตอำเภอ, กระทรวงต่างประเทศ ฯลฯ  ให้มีความสะดวกรวดเร็วแล้วก็บริการดีขึ้น ไม่เช้าชามเย็นชาม จริงๆรัฐบาลมี Model ที่ดีอยู่แล้วในการปรับปรุงการดำเนินงาน และ มีรูปธรรมเป็นตัวอย่างด้วย ถ้าจะเอาจริงรัฐบาลก็น่าจะทำได้โดยไม่จำเป็นต้องไปอ้างเรื่องการ แปรรูปมาเป็นโจทย์แต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            เรื่องนี้ยังหาอ่านเพิ่มได้อีก จาก website ที่บอกไว้ข้างบนนะครับ มีเรื่องกฎหมายต่างๆและความคุ้มค่าในการขายหุ้นด้วย  อ่านเป็นชั่วโมงครับแต่สนุกดี ที่เขียนนี้เอามาเป็นส่วนน้อยครับ (เป็นเรื่องที่ตัวเองเขียนแล้วจะไม่งงไปเองเสียก่อน)  ตอนนี้ขอฉลองที่ศาลปกครองฉีกหน้าทักษิณก่อนนะครับ  เอ้า… ชน  - เอ้า….ดื่มมมมม… ชื่นนนนนนนนจายยยยยยยยย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               ปล.เขียนเรื่องนี้สนุกจังเลย เหมือนได้กลับไปเรียนอีกรอบ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-114388299479712576?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/114388299479712576/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=114388299479712576' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114388299479712576'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114388299479712576'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/04/special-issue-2.html' title='Special issue : แปรรูป กฟผ.ภาค2'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-114362218581915993</id><published>2006-03-29T00:43:00.000-08:00</published><updated>2006-03-29T00:49:45.836-08:00</updated><title type='text'>Chapter 18 #เรื่อยเปื่อย</title><content type='html'>26/3/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงนี้หน้าวหนาวครับท่านผู้อ่านที่เคารพ นั่งรถเมล์ก็กอดอกตัวงอ ลงรถเมล์ก็สองมือล้วงกระเป๋าแล้วก็จ้ำเอา จ้ำเอา เข้าห้องเรียนหรือห้องนอนก็ต้องเปิด heater นี่ขนาด 14 หรือ 17 องศาเองนะ ยังมีอาการซะแหลว ชักจะอิจฉาคนที่เมืองไทยซะแล้วสิ ร้อนๆก็ดีเนอะ (ที่เมืองไทยคงบอกว่างั้นมึงก็มาแลกกันสิ…แป่ว(-_-!!))&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แป๊ป เพื่อนคู่หูคู่ฮา จากที่ทำงาน TTTC บินมาถึงที่ Auckland แล้วอย่างสวัสดิภาพเมื่อตอนกลางเดือน โทรคุยกันไปบ้างแล้ว เพื่อนๆที่ทำงาน..ใครที่กำลังบ่นคิดถึงแป๊ปนะครับ(หรือกำลังนินทาอยู่ก็ตาม) โปรดทราบ เขาสบายดีตอนนี้กลายเป็นเด็ก Burger King ไ ปเรียบร้อยแล้ว ขยันจัง ดูไอ้ตูมสิ มาอยู่ 2 เดือนกว่าแล้ว ยังขี้เกียจทำงานทำการอยู่เลย …. แย่ๆ มัวแต่มานั่งเขียนจดหมงจดหมายอยู่ได้งานการไม่รู้จักหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/SANY0118.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/SANY0118.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;เมื่อวันพฤหัส 23 ไปเที่ยวห้องgallery มาครับ มีนิทรรศการเรื่อง milestone เป็นงานเกี่ยวกับภาพถ่ายของเด็กๆในช่วงเหตุการณ์สำคัญต่างๆของชีวิตเขา เช่น ตัดผมครั้งแรก , ฟันน้ำนมหลุดซี่แรก , แว่นตาอันแรก เป็นต้น ดูแล้วก็น่ารักดีนะครับ แถมมีคำบรรยายประกอบด้วยว่าเด็กเหล่านี้รู้สึกยังไง พออ่านแล้วก็มาคิดว่าทำไมเราไม่มีความทรงจำพวกนี้เลย (วะ) รู้สึกว่าเป็นวัฒนธรรมที่ต่างกันระหว่างคนไทยกับฝรั่งค่อนข้างมาก คนไทยไม่ค่อยใส่ใจเรื่องปลีกย่อยในอดีต มองในเรื่องใหญ่หรือเรื่องใกล้ตัว ตรงกันข้ามฝรั่งเขาจะเก็บรายละเอียดเล็กน้อยๆแบบนี้ได้ดีกว่า เวลามีหนังย้อนอดีตอย่างแฟนฉัน เพื่อนสนิท เด็กหอ ที่ผู้กำกับเก็บรายละเอียดสมัยเด็กๆมาเสนอได้ เราก็เลยรู้สึกทึ่ง แต่ผมไม่เคยดูหนังฝรั่งเรื่องไหนที่เขาเอาเรื่องพวกนี้มาขายเลยแฮะ สงสัยฝรั่งมีเรื่องพวกนี้อยู่ในหัวเยอะแยะแล้วมั้ง หรือไม่เขาก็ไม่ลึกซึ้งเท่าเรา เอ๊ะยังไง(พอๆฟุ้งซ่านแล้วตูม ..อ่อขอโทษอีกอย่างที่ galleryเขาห้ามถ่ายรูปก็เลยไม่มีภาพมาฝาก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีเรื่องเล่า(จริงๆเป็นเรื่องหลอกเด็ก)ของฝรั่งเกี่ยวกับฟันน้ำนมที่หลุดออกมา ซึ่งฝรั่งเขาจะเรียกว่า fairy tooth หรือแปลเป็นไทยว่า .. “ฟันนางฟ้า” (อ้าวแปลไปแปลมาติดเรทซะงั้น….เอ่อ คำนามครับไม่ใช่คำกริยา) เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อเด็กมีฟันน้ำนมหลุดออกมานั้น ผู้ใหญ่จะสอนให้เด็กนำฟันนั้นไปฝังลงดิน แล้วนางฟ้าจะดลบันดาลให้ฟันที่อยู่ในดินนั้นกลายเป็นเงิน เด็กฝรั่งเชื่อทุกคนแหละครับ Andrew เล่าให้ฟังว่าเขาอยากจะให้ฟันหลุดหมดปากวันนั้นเลย จะได้เก็บเงินได้เยอะๆ เหอะๆ อย่างมากก็ได้แค่ 32 เหรียญแหละ Andrew เอ๋ย.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนกลับออกมาจาก gallery เหลือบไปเห็นใบปลิวมากมายครับ ก็เลยไปยืนหยิบๆดู เห็นว่าแจกฟรีก็เลยคว้ามาหลายใบ มีใบนึงน่าสนใจ แต่เขาบอกว่าสำหรับเด็กประถม กับ มัธยมต้น (อ้าว แต่กรูอยากนี่) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเรียนรู้จากการปฏิบัติครับ (learning through action) เป็น project ของสภาเมืองซึ่งมีมานานแล้ว โดยสภาเมืองจะอุดหนุนงบประมาณทุกอย่างให้ฟรี สำหรับ group ของเด็กจากโรงเรียนประถมหรือ มัธยมต้นในการเยี่ยมชม เรียนรู้จากสถานที่จริงและปฏิบัติการรักษาสภาพแวดล้อมด้วยตัวเอง เป็นต้นว่าพาไปดู pollution จากเขตอนุรักษ์ต่างๆ ไปเก็บตะไคร่น้ำมาศึกษา หรือ ไปดูกระบวนการ recycle ที่โรงงาน ไอ้อันหลังนี่แหละครับ ที่หนุ่มตูมสนใจม้ากกกมาก อยากไปจนตัวสั่น บอก Andrew ไปว่าช่วยทำจดหมายของทางโรงเรียนรับรองให้หน่อย อยากจะไปดูโรงงาน recycle จะให้ไปทำงานเป็นลูกจ้างเก็บขยะในนั้นก็เอา (เข้าทำนองเซี่ยนนั่นเอง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจจะงงว่าอยู่ดีไม่ว่าดีทำไมเจือกอยากไปดูโรงงาน recycle อยากเป็นเด็กเก็บขยะ เรื่องนี้มีที่มาขราบ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมัยเรียนอยู่ปี 4 เคยเข้าแข่งขัน project การพัฒนา กทม.กับเพื่อน เข้าไปถึงรอบสุดท้ายแล้วด้วยปรากฏว่ารอบสุดท้ายตอนที่เขียน project กับเพื่อน ปรากฏว่าทั้งทีม 3 คน ล้วนบอดเรื่องขยะหมดเลย ไม่มีใครมีไอเดียแก้ไขเรื่องนี้ ปรากฏว่าพอรอบ 5 ทีมสุดท้าย คะแนนก็เลยออกมาไม่ดี จากที่มีโอกาสได้รางวัลใหญ่ (เงินรางวัล1หมื่นบาท)ก็เลยได้1พัน มันฝังใจโคตรๆ เพราะไม่รู้ระบบกลไกการกำจัดขยะ พอเจอเรื่องนี้ปุ๊ปก็ว่าไม่ควรพลาดอีกต่อไป ทำเรื่องไปเลย หมู่หรือจ่าไม่รู้นะครับ ถ้าโชคดี(หรือโชคร้าย)เป็นเด็กเก็บขยะจะมีข่าวมาฝาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันที่ 13 เมษายน สงกรานต์นี้มีโปรแกรมไปเที่ยวไหนกันหรือยังครับ ผมมีแล้วนะ (ถ้าอยู่เมืองไทยผมก็คงอยู่บ้านเหมือนเดิม … อ้อ ไม่สิปีนี้ต้องไปกู้ชาตินี่นา) แล้วฉบับหน้าจะมาเล่าให้ฟังว่าผมไปไหน (ทั้งปีมึงง่ะ บอกอะไรคนอ่านไว้ไม่เคยจำ (-_-!!)) ช่วยเตือนด้วยนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้อ ลืมบอกไปสำหรับ issue คราวที่แล้วที่บอกว่าผมจะได้ไปเตะบอลลงทีม ปรากฏว่าคุณกัปตันทีมแกสัญญาว่าจะโทรกลับมา แต่ดันไม่โทรมาหาผมซะงั้น ผมก็เลยไม่รู้จะต้องไปเตะที่ไหน สนามอะไร เมื่อไร จะเดาสุ่มก็ใช่ที่ เศร้าครับ ต้องหาทีมอื่นเล่นต่อไป (T_T) ตอนนี้ก็เลยท้อใจพาลไม่วิ่งซะดื้อๆ งอนๆๆๆๆๆ กูอุตส่าห์ฟิตไว้เล่น 90 นาทีแท้ๆ ไม่น่าทำกับกรูอย่างนี้เลย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-114362218581915993?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/114362218581915993/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=114362218581915993' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114362218581915993'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114362218581915993'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/03/chapter-18.html' title='Chapter 18 #เรื่อยเปื่อย'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-114320833385542935</id><published>2006-03-24T05:47:00.000-08:00</published><updated>2006-03-24T05:52:13.873-08:00</updated><title type='text'>Special issue : โอ้ละพ่อ!!!ยกเลิกแปรรูป กฟผ. ตอน 1</title><content type='html'>22 มีนาคม 2549 ศาลปกครองมีคำสั่งเพิกถอนการแปรรูป กฟผ. ที่ถูกกำหนดจาก พ.ร. ฏ ของรัฐบาลทักษิณ เรื่องนี้มีแง่มุมให้น่าคิดอีกแล้ว ทั้งเรื่องเกี่ยวกับความรับผิดชอบของรัฐบาลและในแง่มุมของความจำเป็นในเรื่องการแปรรูปจากรัฐวิสาหกิจสู่ความเป็นเอกชนอย่างเต็มตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในแง่มุมความรับผิด&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/s884.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/s884.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ชอบทางวินัยของรัฐบาล ผมมองว่าเมื่อศาลปกครองมีคำสั่งให้ยกเลิกการแปรรูปดังกล่าวแล้ว รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบต่อประชาชนโดยการแถลงต่อความผิดพลาดในการตัดสินใจของตัวเอง หรือในกรณีที่มั่นใจว่าความคิดของตนเองถูกต้อง การนำเรื่องเข้าศึกษาอย่างละเอียดต่อผลกระทบ โดยมีองค์กรหรือหน่วยงานที่เป็นกลางเป็นตัวแทนในการศึกษาก็เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันที่ 24 มีนาคม ทนง พิทยะ รมว. กระทรวงการคลัง แถลงเกี่ยวกับเรื่องการแปรรูป กฟผ. โดยอ้างอิงการศึกษาแผนงานของกระทรวงการคลังในอดีตที่จะเสนอให้แปรรูป โรงไฟฟ้าย่อยซึ่งเป็นบริษัทลูกของ กฟผ. ซึ่งเป็นความคิดของกระทรวงการคลังที่ชงไปให้คณะรัฐมนตรี ก่อนถูกรัฐบาลแปรเปลี่ยนเป็นการแปรูป กฟผ. ในเวลาถัดมาว่าด้วยเหตุผลเพื่อให้scale มีขนาดใหญ่ขึ้นสำหรับการเข้าตลาดหุ้น (โกงได้ เยอะขึ้นด้วย) เมื่อศาลปกครองวินิจฉัยว่าการแปรรูปกฟผ. ไม่ชอบธรรมเป้าหมายต่อไปที่ควรเป็นคือการแปรรูปบริษัทลูกเหล่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ffffff;"&gt;คำถามสำหรับย่อหน้านี้ :&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1.การศึกษาของกระทรวงการคลัง กระทำโดยใคร ?&lt;br /&gt;2.ได้มีการตรวจสอบผลกระทบหรือไม่ อย่างไร ?&lt;br /&gt;3.ทำไมเรื่องแบบนี้จึงผ่านแค่เพียงกระบวนการของ พ.ร.ฏ ไม่ผ่านมติของรัฐสภา ?&lt;br /&gt;4.แปรรูปบริษัทลูกต่างกับแปรรูป กฟผ. อย่างไร ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ffff66;"&gt;คำตอบที่คาดว่าเป็นไปได้&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; การศึกษาของกระทรวงการคลังกระทำโดยองค์กรของรัฐ ที่น่าจะมีการมีความเอนเอียงในการตั้งสมมติฐานพอสมควร ทั้งที่จริงแล้วการดำเนินนโยบายที่ข้องเกี่ยวกับเรื่อง การเปลี่ยนแปลงขององค์กร ความเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนควรจะอยู่บนพื้นฐานของหน่วยงานที่เป็นกลาง เพราะฉะนั้นเมื่อรายงานการวิจัยนี้ อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลังเอง จึงน่าจะตอบคำถามข้อ 1-3 ได้ทั้งหมด ชงเอง ตั้งเอง กินเอง ส่วนคำถามข้อที่ 4 คำตอบที่ได้ควรจะเป็นอย่างไร ผมลองใช้ตรรกะที่น่าจะด้อยกว่าคนอื่นลองคิดดูแล้ว การแปรรูปบริษัทลูกให้เข้าตลาดหุ้นไม่เห็นจะต่างกับการแปรรูป กฟผ. สักกี่มากน้อย เมื่อส่วนหนึ่งของหน่วยงาน กฟผ. ซึ่งเป็นส่วนที่ผลิตไฟฟ้าส่งขายให้ กฟผ. เองถูกแปรรูปและต้องเน้นเพื่อสร้างกำไรแล้ว กฟผ. ก็จะต้องรับสินค้า (กระแสไฟ) มาขายในต้นทุนที่สูงขึ้น และเพื่อเลี้ยงตัวให้รอด กฟผ. เองก็ต้องขึ้นค่าไฟโดยไม่มีทางเลือก (แม้ว่าจะอยากขึ้นหรือไม่ก็ตาม) ผู้ที่ได้เฮฮาที่สุดในกรณีนี้ก็คือ นักลงทุนผู้เป็นเจ้าของหุ้นในตลาด ซึ่งได้กำไรจากการปันผล (หรือการปั่นหุ้น)นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่ผู้บริโภคทั่วไปซึ่งเป็นกลุ่มคนชั้นกลาง หรือ คนจน มีความสามารถจำกัดในการเข้าถึงตลาดทุนอย่างตลาดหุ้น หรือมีความจำกัดในเรื่องทรัพย์สินในการถือครองหุ้นในตลาดหุ้น บรรดาเซียนหุ้น และนักการเมืองที่มีความมั่งคั่งกว่า และสามารถรอการเทขายหุ้นจากแมงเม่ารายเล็กๆในตลาดและรอเก็บหุ้นเล็กหุ้นน้อยเข้ามาเป็นของตัวเองเช่นกัน สุดท้ายในระยะยาว หุ้นที่อ้างว่าเพื่อให้ประชาชนตาดำๆทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของ ก็จะไปอยู่ในมือของประชาชนตาเป็นประกายไม่กี่กลุ่มเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ffff33;"&gt;ถามต่อ … เมื่อศาลมีคำสั่งให้ พ.ร.ฏ ซึ่งออกโดยฝ่ายบริหารเป็น โมฆะ รัฐบาลควรรับผิดชอบอย่างไร ?&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;วิษณุ เครืองาม กล่าวว่า ตนไม่ทราบ&lt;br /&gt;ทนง พิทยะ กล่าวว่า จะนำกลับไปทบทวน และพิจารณาการนำบริษัทลูกเข้าตลาดแทน&lt;br /&gt;ทักษิณ บอกว่า เป็นเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffff00;"&gt;&lt;strong&gt;คำถามย่อหน้านี้ : เมื่อกฎหมายที่รัฐบาลออกไป ถูกศาลสั่งยกเลิก รัฐบาลควรมีปฏิกิริยาอย่างไร ?&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ลาออก -&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;ในประเทศอื่นใช่ แต่ลืมไปหรือเปล่าว่าประเทศนี้มีรัฐบาล 19 ล้านเสียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;แถลงการณ์ยอมรับความผิดพลาดต่อประชาชน –&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ไม่มีใครสักคน(ในรัฐบาล)ที่กล่าวอ้างว่าตนเองผิดพลาด หรือศึกษาไม่ดีพอและออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม (ไม่มีแม้แต่แพะในกรณีนี้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จุนอิชิโร โคอิซูมิ เคยถูกกลุ่มมวลชนคัดค้านและฝ่ายค้านในสภาตั้งกระทู้โจมตีในเรื่องการแปรรูปไปรษณีย์ซึ่งอาจมีผลต่อรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนญี่ปุ่น โคอิซูมิ ตัดสินใจแสดงความรับผิดชอบ ยุบสภาทันทีและจัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อพิสูจน์ว่าความคิดของเขาถูกต้องมากน้อยเพียงใด ในขณะที่ประเทศไทยเมื่อรัฐบาลทำข้อตกลง FTA , จะแปรูป กฟผ. เมื่อเกิดข้อผิดพลาดกลับไม่มีใครยอมรับความผิดแต่อย่างใด สุดท้ายกลายเป็นกระดาษ อย่างข้อกฎหมายที่เป็นผู้ผิดไปเสียได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศไทยมี 3 หลักซึ่งถ่วงดุลอำนาจระหว่างกันคือ ฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) , นิติบัญญัติ (สภา) และ ศาล ……2 ฝ่ายแรกกลายเป็นเนื้อเดียวกันไปเรียบร้อยด้วย 19 ล้านเสียงที่ประชาชนมอบให้ เหลือฝ่ายศาลที่สามารถชี้วัดและถ่วงดุลอำนาจของรัฐได้… ในกรณีที่เป็นบุคคล หรือ นิติบุคคล เมื่อศาลตัดสินให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิด ศาลจะแจ้งโทษทางอาญา หรือทางแพ่งให้มีผลบังคับใช้ต่อผู้กระทำความผิด แต่ในทางรัฐ หรือ ในกรณีนี้ศาลเพียงแจ้งว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มิชอบและปัดไม่ให้มีผลบังคับใช้เท่านั้น ไม่ได้แจ้งโทษลงในระดับบุคคล ความกล้าหาญทางจริยธรรมของผู้นำจึงเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าผู้นำท่านนั้นๆเป็นบุคคลที่รับผิดชอบต่อรัฐ (หรือประเทศ) ควรค่าแก่การยกย่องเพียงใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในมุมมองของผม เรื่องจริยธรรมสำหรับรัฐบาลยังคงมีลักษณะเหมือนบริษัทเถ้าแก่ คือ เถ้าแก่ (รัฐบาล) จะไม่มีวันผิดหรือ แม้ว่าจะเห็นว่าผิดเต็มประตู(จนแม้กระทั่งศาลบอกว่า ‘แกผิด’)ตูก็จะยังตะแบงไม่ยอมรับอยู่ดี ไม่มีใครประท้วงได้…โธ่ รัฐบาล CEO ???? ขอทีเถอะ ….. ถุยๆๆๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#003333;"&gt;*****ต่อภาค 2 เร็วๆนี้ครับ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-114320833385542935?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/114320833385542935/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=114320833385542935' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114320833385542935'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114320833385542935'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/03/special-issue-1.html' title='Special issue : โอ้ละพ่อ!!!ยกเลิกแปรรูป กฟผ. ตอน 1'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-114268231814800852</id><published>2006-03-18T03:38:00.000-08:00</published><updated>2006-03-18T03:45:18.160-08:00</updated><title type='text'>Chapter 17# Pathway board</title><content type='html'>19/3/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยู่มาตั้ง 2 เดือนกว่า พึ่งจะสังเกตว่าร้านค้าที่นี่จะมีสิ่งที่ต่างจากร้านค้าทั่วไปตามเมืองไทยอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องราคาแพงกว่าสินค้าที่เมืองไทย (อันนั้นมันเรื่องปรกติ ; NIKE คู่ละหมื่น,เสื้อ Adidas ตัวละ 4,000 บาทเป็นต้น ) ไม่ใช่การซื้อของสินค้าด้วยบัตร Debit (อันนี้ก็ปรกติที่นี่) แต่เป็นเรื่องการประชาสัมพันธ์ร้านค้า ที่นี่จะมีป้ายโฆษณาวางอยู่ตามทางเดิน ถ้าไม่สังเกตก็คงไม่ได้คิดอะไร สำหรับที่นี่แล้วเป็นที่นิยมมาก ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรดี Andrew ก็ไม่รู้เอาเป็นว่าเรียกว่า Pathway Board (PB)ละกันนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป้ายแบบนี้มีข้อดีข้อเสียเหมือนกัน ข้อดีคือ มันเคลื่อนย้ายสะดวกมาก เปิดร้านก็เอาไปตั้งหน้าร้าน ปิดร้า&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/Ad%20board1.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/Ad%20board1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;นก็เอาเข้ามาเก็บ ,เนื่องจาก เป็นป้ายเล็กๆไม่ได้ลงทุนทางเทคโนโลยีอะไร มันก็เลยคล่องตัวปิดประกาศง่าย ถอดก็ง่าย ถ้าร้านไหนใช้เป็นกระดานดำยิ่งง่ายใหญ่ เอาแปรงลบใช้ Chalk เขียนใหม่ อยากจะลดราคาก็ปรับมันได้ทุกวี่ทุกวัน อยากจะประกาศโปรโมชั่นใหม่ก็ทำให้มันสวยได้ไม่ยาก , ทางเท้าที่นี่มันกว้างครับ เพราะฉะนั้นเขาจะเอามาวางไว้บนทางเท้ามันก็เลยไม่ได้ขวางหูขวางตาคนใช้ทางเท้าเท่าไร และก็สังเกตว่าคนที่นี่ก็นิยมอ่านป้ายพวกนี้ซะด้วย อาจเพราะอากาศเย็นๆแล้วก้มหน้าก้มตาเดินก็ได้มั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนข้อเสียก็เช่น ถ้าเอาไปใ&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/Ad%20board%204.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/320/Ad%20board%204.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ช้ที่เมืองไทยก็คงไม่ work เพราะว่าธรรมชาติคนไทยไม่ใช่คนช่างสังเกตเท่าไร แล้วก็ไม่ใช่นักอ่านด้วย (คนที่นี่มันอ่านหนังสือกันเป็นบ้าเป็นหลังจริงๆนะ และห้องสมุดของเมือง(บริหารโดยสภาเมือง)น่าใช้มาก ได้รางวัลเรื่องการออกแบบด้วย ) อีกอย่างคนไทยชอบป้ายที่เน้นแสงสีหรือเน้นแฟชั่นมากกว่า เท่าที่สังเกตนะ นอกจากนั้นทางเท้าที่เมืองไทยก็โคตรแคบเอามาวางเดี๋ยวจะหาว่าขวางทางเดินอีกต่างหาก , อีกเรื่องที่รู้สึกว่าคงไม่เหมาะกับที่เมืองไทยแน่ๆ สำหรับป้ายพวกนี้ก็คือ ร้านค้าในประเทศไทยมักจะใช้วิธีรวมศูนย์เข้าไปเป็นพวก Shopping Mall มากกว่าไม่ค่อยใช้การตั้งเป็น Stand alone shop หรือ เป็น stall เหมือนที่นี่ อาจจะเป็นเพราะ ร้านค้าในประเทศไทยต้องคำนึงเรื่องพื้นที่มากกว่าที่นี่ก็ได้มั้ง ที่นี่เขาใช้พื้นที่แบบไม่อั้นเลย (เพราะพื้นที่แกะมากกว่าคน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็เลยไม่รู้จะสรุปว่าที่ไหน Modern กว่ากันระหว่าง NZ กับ พี่ไทย แต่ที่แน่ๆเลยพี่ไทยใช้พลังงานพวกไฟฟ้าหรือพลังงานอื่นๆมากกว่าแน่นอนในพื้นที่เท่าๆกันเพราะพวกป้ายนี่แหละ บางครั้งเคยคิดเหมือนกันครับ (และก็ไม่ได้คิดคนแรกด้วย)ว่าทำไมหนอ กทม. มันถึงได้ดูรกๆ ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะบรรดาสารพัดป้ายนี่แหละ เคยมีคนตัดต่อภาพ กทม. ที่ไม่มีป้ายมาเหมือนกันนะแต่ไม่รู้เอาไปไว้ไหนแล้ว มันจะโล่งหูโล่งตามาก ดูเป็นระเบียบดีทีเดียว &lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/1600/ad%20board2.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/1080/2253/200/ad%20board2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้นะครับสำหรับบางคนอาจจะมองว่าเป็นวิธีการที่เชย (จริงๆผมก็ว่าเชย) แต่ถ้าทุกที่ใช้มันก็ไม่เชยเท่าไร ไม่เสียภาษีป้ายด้วย ประหยัดดี แต่อย่างที่บอกใช้กับเมืองไทยไม่ได้หรอก เขียนมาไว้ให้ดูว่าต่างกันอย่างนั้นเอง แล้วผมก็ไม่รู้ว่าประเทศอื่นใช้ป้ายแบบนี้หรือไม่อย่างไรด้วย ถ้าใครเคยไปเที่ยวประเทศอื่นๆเห็นประเทศไหนใช้วิธีอย่างนี้มาเล่าให้ผมฟังบ้างนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สั้นๆแค่นี้แหละครับไม่ค่อยมีอะไรเขียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล.หนึ่ง. หลังจากวันนี้ (19/3/06) เวลาที่ NZ จะต่างจากที่เมืองไทยแค่ 5 ชั่วโมงนะครับ จากเดิม 6 ชั่วโมง พอเปลี่ยนฤดูแล้ว (เป็นฤดูใบไม้ร่วง)เขาจะปรับเวลาให้ย้อนขึ้นไป 1 ชั่วโมงครับ เรียกว่า Day Light saving คร้าบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล.สอง ใครอยากจะถามผมเรื่องรังแค เรื่องผมร่วง…เอ่อ ไม่ต้องถามก็ได้นะครับ น่าจะมีเรื่องจรรโลงใจอื่นๆให้พูดถึงอีกเยอะ..นะ ผมอาบน้ำ แปรงฟัน แทบทุกวันคร้าบบบบบบบ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22180194-114268231814800852?l=toomtheman.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toomtheman.blogspot.com/feeds/114268231814800852/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22180194&amp;postID=114268231814800852' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114268231814800852'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22180194/posts/default/114268231814800852'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toomtheman.blogspot.com/2006/03/chapter-17-pathway-board.html' title='Chapter 17# Pathway board'/><author><name>Toom</name><uri>http://www.blogger.com/profile/10184142698678091909</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='22' src='http://org62.zorpia.com/0/1567/10032675.a6a459.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22180194.post-114258981450183434</id><published>2006-03-17T02:01:00.000-08:00</published><updated>2006-03-17T02:03:34.516-08:00</updated><title type='text'>Chapter 16#เขี้ยวทุกเซนต์ เน้นทุกเพนนี ตระหนี่ทุกดอลลาร์</title><content type='html'>16/3/06&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            ช่วงนี้ม๊อบร่วมกู้ชาติอยู่หน้าทำเนียบทุกวัน ไอ้เราอยู่ไกลจะทำไงได้นอกจากนั่งหาเรื่องเขียนกู้ชาติจากแดนไกลอยู่ทุกวี่ทุกวันเช่นกัน ว่างก็เขียนเหนื่อยก็พัก บ้าพลังก็ออกไปวิ่ง พูดถึงเรื่องวิ่ง วิ่งติดต่อกันมาได้เป็นอาทิตย์แล้ว ตอนนี้เข้าใจ(ไปเอง)ว่าถึกน้อยกว่าเขาทรายหน่อยนึง  วิ่งเอาเป็นเอาตาย ขึ้นเขาลงเขาเข้าป่า (จริงๆ)วันละ 3-4 กม. เอาเป็นว่าวันหลังจะมีเรื่องเกี่ยวกับการวิ่งของพ่อยอดกระทาชาชายนายฟอเรสก์ ตูม มาเล่าสู่กันฟังอย่างละเอียดอีกครั้งก็แล้วกัน  วันนี้เอาเรื่องสดๆใหม่ๆมาเล่าดีกว่า&lt;br /&gt;              &lt;br /&gt;สืบเนื่องจากเรื่องวิ่งนั่นแหละครับที่ทำให้เสื้อผ้าเริ่มไม่พอใส่เพราะใส่วิ่งๆทุกวัน มันก็จะร่อยหรอลงไปเร็วกว่าปรกติ วันนี้ก็เลยต้องไปหาเสื้อกับกางเกงขาสั้นอย่างละตัวมาเพิ่ม  แน่นอนเสื้อที่ซื้อก็อาจจะเป็นเสื้อใส่เที่ยวก็ได้ (แล้วก็เอาเสื้อเก่าของเราไปใส่วิ่งแทน) ส่วนกางเกงเนื่องจากไม่ได้ใส่ไปเดินแบบที่ไหนก็เลยไม่เน้นเท่าไรแต่ก็ขอถูกเข้าว่าเช่นกัน  ช่วงกลางวันพักเที่ยงก็เลยไปตะแล๊ดแต๊ดแต๋ที่ร้าน footlocker ที่ขายพวกเครื่องกีฬากะจะไปดูว่ามีลดราคาหรือเปล่า ช่วงนี้ราคากางเกงขาสั้นจะถูกแล้วเพราะหมดช่วงหน้าร้อนร้านค้าแต่ละร้านต้องรีบเคลียร์สต๊อกออก ปรากฎว่าตัวละ 14 เหรียญ (คูณ 28นะครับ) ก็เลยเดินผ่านไปอย่างไม่ใยดี แล้วก็แวะไปดูราคารองเท้าฟุตบอลด้วยในร้านเดียวกันนั่นแหละเพราะอาทิตย์นี้จะไปหาทีมเล่นกับพวกคนกีวีเขา (จริงๆmessage ไปขอเขาเล่นอ่ะครับ แล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกที) ไปดูราคา NIKE ปุ๊ป 359 เหรียญ (7000 กว่าบาท) ไม่แน่ใจว่าจะใส่เตะบอลหรือจะใส่เดินแบบกันแน่  ถูกลงมาตั้งเยอะ (แบบว่าห่วยๆ)ก็ยังราคา 129 เหรียญอยู่ดี โหยแพงโคตร ซื้อถูกๆ Grand sport ใส่ก็ได้วะ (แต่ไม่มีขาย…อ้าวเซ็งเลย)&lt;br /&gt;           &lt;br /&gt;วนกลับมาที่กางเกงอีกครั้ง เนื่องจากมีแบบที่ถูกใจ
