Sunday, October 29, 2006

กูจะเหล้า(เล่า)...ใครจะทำไม???

30/10/06

ที่เขียนนี่บอกกันก่อนนะครับว่าผมน่ะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรนะ ... ถึงจะขี้เหร่ไปนิด ปากหมาไปหน่อย แต่ก็...พอจะบอกได้เต็มปากว่า ... รักเด็ก เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ การพนันไม่เล่น กลางคืนไม่เที่ยว (เป็นตัวอย่างของผู้ชายดีดีในอุดมคติที่ผู้หญิงจำนวนมากมักจะบอกว่า "เธอดีเกินไป" 555(-_-!!)) .....ฟังข่าวได้ยินว่ากระทรวงสาธารณสุข จะห้ามไม่ให้มนุษย์ผู้ใดก็ตามที่อายุต่ำกว่า 20 ปีซื้อเหล้า หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งห้ามไม่ให้มีการโฆษณาตามสื่อ (ล่าสุดเปลี่ยนกฏ แต่ว่ามันหยุมหยิมซะจนน่า....มาก)

ความเห็นของผมก็คือเรื่องนี้เป็นเรื่องดี....แต่ไม่น่าจะ work ผมจะลองเขียนในแง่มุมที่ไม่ค่อยมีใครเขียนหรือไม่ค่อยมีใครสังเกตกันดูบ้างนะครับ


เราต้องยอมรับประการหนึ่งคือเหล้าเป็นสินค้าวัฒนธรรม นั่นคือเหล้าเป็นเครื่องมือในการสร้างสายใยหรือการสร้างกลุ่ม การสร้างการยอมรับ การเข้าสังคม ฯลฯ โดยเฉพาะกับคนไทย (ชายไทยโดยส่วนใหญ่) หรือ วัฒนธรรมทางเอเชียตะวันออก (ประเทศทางอิสลามจะไม่มีปัญหาเหล่านี้เพราะสุราเป็นของต้องห้ามทางศาสนา) จะยกเหล้าเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าสังคมตั้งแต่โบราณที่ยังเป็นรูปแบบของคนในหมู่บ้าน ในจีนก็เหล้าขาวทั้งหลาย ในไทยก็สาโท ญี่ปุ่นคือสาเก และ เกาหลีเช่น เซจูเป็นต้น เรียกว่าจะเข้ากับคนประเทศเหล่านี้ได้ต้องเมากันให้เป็นว่างั้นเถอะ ในปัจจุบัน มันถูกยกระดับเข้ามาสู่สังคมการทำงานที่แม้จะดูหรูหราขึ้น แต่รูปแบบในการทำความคุ้นเคยกลับไม่ได้ต่างจากครั้งโบราณ ยกตัวอย่างง่ายๆถ้าชายหนุ่มคนหนึ่งจบปริญญาตรีหมาดๆ กำลังอยู่ในวัยเข้าสู่ตลาดแรงงาน เข้าสัมภาษณ์งาน คำถามหนึ่งที่จะถูกถามก็คือ คุณกินเหล้าได้มั้ย ? ถ้าผมตอบอย่างมีอุดมการณ์ "ไม่ ผมไม่ดื่มเด็ดขาด" รับประกันได้เลยว่าถึงแม้ก่อนหน้านั้นผมจะเก่งมาจากไหน ถามได้ตอบได้ เป็นอับดุลมาเกิด ผมก็จะมีโอกาสได้งานนั้นต่ำ หรือแม้จะได้งานนั้นแต่ผมอาจจะไม่มีความก้าวหน้าก็เป็นได้ เพราะเพียงแค่ผมไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่ลูกค้าหรือแม้กระทั่งคนในบริษัทตัวเองต้องการได้ นั่นคือความรู้สึกเป็นพวกพ้องกัน (จากการกินเหล้า)

คำถามที่ควรจะถามต่อมาคือ แล้วการยุติการโฆษณาหรือการขึ้นภาษีเหล้าจะทำให้ยกเลิกหรือลดจำนวนอุบัติเหตุ (หรือจำนวนคนเมา)ได้หรือไม่ ? ....คำตอบที่น่าตกใจ คือ ไม่น่าจะได้ ยิ่งกว่านั้นอาจจะสูงขึ้นจนน่าตกใจ (ในความคิด "มาก" ของผมนะ)

ทั้งนี้เนื่องจากสินค้าประเภทอบายมุขทั้งหลาย ทั้งการพนัน เหล้า บุหรี่ โสเภณี ฯลณ ไม่ได้เป็นสินค้าที่ใช้สื่อภายนอกในการกระตุ้นการขายอยู่แล้ว แต่หากใช้ความต้องการทางจิตใจลึกๆเป็นแรงกระตุ้นต่างหาก ความต้องการแหกกฎ ความอยากเป็นตัวของตัวเอง ความเป็นสัตว์สังคม ฯลฯ เหล่านี้ต่างหากที่เป็นต้นตอที่แท้จริงของแรงกระตุ้นทาง Demand (ความต้องการสินค้า) การปิดกั้นจะยิ่งเป็นการสร้างความอยากรู้อยากเห็นโดยเฉพาะกับเยาวชนสมัยนี้ที่อยู่ในยุคสาดดดดดดดเสียเทเสีย

"มึงแนวมั้ยสาดดดดดด"
"อ้าว มึงแนวคนเดียวหรอสาดดด "
'' ไม่กินมึงไม่ใช่เพื่อนกูนะสาดดดดดด"
"เอ่อ วันนี้วันเกิดกูว่ะสาดดด กูอายุ 20 แล้วว่ะสาดดดดด"
"งั้นมาฉลองกันมึงหน่อยว่ะสาดดดดดด"
"กูม่ายยยยยมาวววว่ะสาดดดดดดดด"

.....และอีกสารพัดสิงสาราสาดดดดด ที่คุณจะเจอเมื่อคุณปล่อยบรรดาลูกสาดดดดด อ่อนต่อโลกนี้เข้าป่าไป


พูดง่ายๆ หากินกับด้านมืดที่มนุษย์แต่ละคนมีอยู่แล้ว


การโฆษณาเหล้าสำหรับผมแล้วเป็นเพียงการแบ่งแยกพฤติกรรมของคนกินเหล้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้นต่างหาก เช่น เป็นแรงงาน หรือเป็นช่าง จะให้เจ๋งต้องกินหงส์ทองได้(และไม่แฮงค์) นักศึกษาปัญญาชนก็ต้องชื่อฝรั่งนิดๆเป็น Sprey Royal ถ้ามีเงินสักหน่อย เดินเป็นกิจวัตร ก็ต้อง Keep walking กับพี่ดำและพี่แดง (ถ้ารวยขนาดเดินไปทำเงินตกไปก็อาจมีพี่ทอง พี่ฟ้า พี่เขียว บ้างเป็นบางโอกาส).... ตรงนี้อาจจะบอกว่าก็พวกนี้มันมีโฆษณา เขาก็รู้ว่ามันมีตัวเลือกอะไรที่เหมาะกับฐานะเขา ....เอางี้ ....ลองอ่านข้างบนอีกทีแล้วเปรียบเทียบกับตลาดบุหรี่ดูนะครับ ....อย่างที่เรารู้ตลาดบุหรี่ในบ้านเราเป็นตลาดที่ห้ามทำโฆษณาทุกสื่อ ผู้สูบบุหรี่ก็ถูกแบ่งออกเป็น 4 ระดับโดยประมาณ ตั้งแต่ ชั้นประหยัด economy , silver , gold จนกระทั่ง platinum นั่นเลย เอาเป็นว่าผมไม่ต้องบอกก็พอจะรู้ว่ายื่ห้อไหนเป็นลูกค้ากลุ่มไหนนะครับ เขารู้กันดี จำนวนผู้สูบบุหรี่เพิ่มขึ้นทุกปีโดยเฉพาะกับจำนวนผู้เริ่มสูบที่อายุโดยเฉลี่ยลดลงทุกวัน (ทั้งที่กฏหมายของมันโดยเนื้อหา strict กว่าเหล้าเยอะเลย) เพราะฉะนั้น แท้จริงแล้วปัญหามันมาจาก "คน" ที่ไม่เคร่งครัดกฎนั่นเองไม่ต้องไปโทษสื่อเลย


การเพิ่มภาษีเหล้า อาจทำให้ลด Demand ของคนไปได้เมื่อมองตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ว่าราคาของแพงกำลังซื้อจะลด ....แต่ช้าก่อน อย่างที่ผมบอกสินค้าอบายมุขเป็นสินค้าที่ค่อนข้างพิเศษคือมันมีนัยยะของการรวมกลุ่มทางสังคมอยู่ด้วย (น้อยคนจะนั่งกินคนเดียว ยกเว้นคนอกหัก แต่บางที่คนอกหักนี่แหละตัวลากเพื่อนมาเลย) เพราะฉะนั้น มองในแง่มุมแบบคิดมากของผมแล้ว เมื่อราคาแพงขึ้นการรวมกลุ่มของคนจะเพิ่มขึ้นเพื่อแชร์ค่าเหล้า เช่น เดิม 100 บาทต่อขวด แชร์ 50*2คน เมื่อกลายเป็น 150 บาท ในขณะที่รายได้คงที่ก็กลายเป็นการดิ้นรนหาเพื่อนมาก๊งเพิ่มขึ้น กลายเป็น 50*3คน (ผมคิดมากไปมั้ยครับ ...แต่น่าจะเป็นไปได้นะ) ผลที่ได้ก็คือ แม้จำนวนขวดอาจจะลดลงแต่จำนวนคนกรึ่มๆหรือคนเมากลับจะเพิ่มขึ้น...(คิดได้ไงวะ มหาลัยจะยึดปริญญากูกลับมั้ยเนี่ย.....เอ่อ ผมว่าผมคิดได้เป็นเหตุเป็นผลจริงๆนะ )


จริงๆอยากเขียนขยายความมากกว่านี้นะ แต่เดี๋ยวจะเยอะเกินขี้เกียจอ่านกัน ผมว่าผมพูดเรื่องไอเดียการแก้ไขเลยดีกว่า เดี๋ยวจะหาว่าสักแต่ด่า ไม่บอกทางแก้ (เขียนไปบ่นไป จะมีใครมานั่งอ่านวะเนี่ย ใครอ่านถึงตอนนี้กรุณาส่งชื่อที่อยู่มานะครับ เราจะมีรางวัลไปแจกถึงบ้านแล้วช่วยอ่านต่อไปให้ถึงบรรทัดสุดท้าย อาจจะมีรางวัล หวยบนดิน jackpot งวดหน้า (^_^))


ทางแก้เรื่องนี้มองให้ง่ายมีอยู่ 6 ทางหรือมากกว่านั้น

1. แก้ที่ต้นเหตุอย่างเข้มงวด ....ก็ในเมื่อห้ามกันถึงขนาดนี้ ก็ปิดตลาดไปเลยห้ามขาย ห้ามผลิต Agent นำเข้ามีทำไม โรงงานยาสูบมีทำไม ปิดไปสิ โรงงานสุราห้ามผลิต แล้วทำให้มันเป็นสินค้าผิดกฏหมายไปเลย ...ดีกว่ามาทำเป็นปากว่าตาขยิบ ไม่เด็ดขาดจริงนี่หว่า

2.แก้ที่ทางอ้อม.... เมื่อเราคิดว่าการกินเหล้าแล้วขับรถเป็นสิ่งอันตราย ก็ต้องทำให้ต้นทุนการกินนั้นสูงขึ้น เช่น ไม่ให้มีที่จอดรถตามผับต่างๆ ขีดไปเลยเส้นขาวแดงห้ามจอดตลอดแนว (ประมาณว่าถ้ารัศมี 2 กม. นี้เป็นที่ห้ามจอดแล้วมันจะจอดเดินมากินให้ได้ก็ยอมไปเถอะ) หรือ ถ้ามีที่จอดรถหลังร้านก็ให้ตั้งด่านวัดกันแอลกอฮอล์ตรงบริเวณทางออกลานจอดรถไปเลย ถ้าเกิน Limit ไม่ต้องออกไป ให้ทางร้านหาอาคารสำหรับพักของลูกค้าเพิ่มขึ้นมาด้วย ....วิธี่นี้ลูกค้าก็ต้องพึ่งบริการของขนส่งสาธารณะต่างๆเท่านั้น

3. กรณีกินที่บ้านหรือที่อื่นๆ ....แล้วเกิดมีอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากแอลกอฮอล์ สถานที่สุดท้ายที่จำเลยไปแวะก่อนที่จะขับรถนั้นต้องเป็นผู้รับโทษฐานสมรู้ร่วมคิดแล้วไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ ปล่อยคนเมาขับรถออกมาสร้างความเดือดร้อนบนท้องถนน

4.วิธีการแบบญี่ปุ่น .....อันนี้เป็นวิธีการของญี่ปุ่นที่คัดลอกมาอีกทีของหนังสือของ วรากรณ์ สามโกเศศ โดยวิธีการมีว่าสถานบันเทิงทั้งหลายจะให้ส่วนลดค่า taxi กับผู้ใช้บริการทุกคน (โดยมีข้อตกลงกับบริษัท taxi ) เพื่อจะได้ไม่ใช้รถส่วนตัว

5.ปรับเปลี่ยนทัศนคติ ....ความคิดที่ดูเหมือนเป็นข้อบังคับเช่นกินเหล้าได้มั้ย ถ้าต้องไปติดต่อลูกค้า? ฯลฯ หรือ ในระดับมหาวิทยาลัย ปวส ปวช เรื่องกินเหล้าแล้วเป็นเพื่อนกูต้องหมดไป หรือโชว์เก๋าแบบ on the rock เป็นแมนเต็มตัวต้องเลิกได้แล้ว นอกจากนั้นผู้ขายเองที่จะต้องเคร่งครัดกับอายุของผู้ชื้อด้วย

6.กินให้เป็น ..... กินอย่างไรให้ไม่เมา เช่นกินเหล้าไม่เกินกี่แก้ว ไม่ควรกินกับอาหารประเภทไหน ฯลฯ ทุกวันนี้คนกินเหล้าหลายคนกินเเบบโชว์เก๋าว่ากินมากเท่าไรก็ไม่เมาซึ่งเป็นแนวความคิดที่ประมาท (เพราะคุณอาจจะเมาแล้วไม่รู้ว่าตัวเองเมา) ความคิดที่ควรเป็น trend ของคนกินเหล้าก็คือ ผู้ที่อดกลั้นไม่ให้น้ำเมาบังคับคุณได้ต่างหากที่เก่งทีสุด (เช่น ถ้าคุณประกาศว่า จะกินแค่ 3 แก้ว แล้วคุณไม่ติดใจในรสเหล้าหรือไม่เมาจนยอมให้แก้วที่4 ผ่านเข้าไปในลำคอคุณได้นั่นคือ ความสุดยอด...แต่ถ้าทำไม่ได้นั่นคือความล้มเหลว)



อย่างไรก็ตามผมยังแอบเชื่อลึกๆว่ากุศโลบายของแนวคิดห้ามโฆษณาเหล้านี้จะประสบผล เพราะแม้อย่างที่ผมเขียนไว้ว่าเหล้าเป็นสินค้าที่มีความผูกพันทางวัฒนธรรม และยากจะต่อต้านในยุคสาดดดดดด เช่นเดี๋ยวนี้ แต่สมัยจอมพล ป. ก็เคยมีคำสั่งห้ามเคี้ยวหมาก...ซึ่งเป็นสินค้าวัฒนธรรมเช่นเดียวกัน และตอนหลังก็แทบจะสูญพันธ์ไปในที่สุด (ผมเองก็เคยลองเคี้ยวอยู่ครั้งนึง แต่ปูนกัดปากกินข้าวไปไม่ได้หลายอาทิตย์) ผมไม่สนับสนุนให้ใครกินเหล้า แต่อยากให้คนจะกินกินให้เป็นและรู้อย่างแท้จริงว่ามันมีโทษเป็นเช่นไร เพราะ มนุษย์ส่วนใหญ่จะได้เรียนรู้ และตระหนักอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อมีบทเรียนจากความสูญเสียเท่านั้น

Thursday, October 05, 2006

เขาชื่อ Molte

5/10/06

เมื่อวันซืน ฝ้ายโทรมาชวนไปเป็นไกด์พาฝรั่งเที่ยว ไอ้เราก็ว่างจัดไปก็ดีเหมือนกัน อยากทำงานแล้วว่ะ คงไม่ต้องรอที่ทำงานเก่าแล้วมั้ง รอแบบไร้ความหวังเจงๆเลย ok กลับมาเรื่องไกด์ต่อ .. นัดเจกับฝ้ายแถวทองหล่อตอนประมาณบ่ายโมง บ่ายสองแล้วอ่ะ ฝรั่งคนเนี่ยเป็น German แต่พูด Eng เป็นไฟชื่อ MOLTE คนอังกฤษอ่านว่า โมว-ตี้ แต่พากษ์เยอรมันอ่านว่า ไมค์-ถะ เอาเป็นว่าเราพากษ์เสียงตามสำนวนอังกฤษแล้วกันนะ

ตอนแรกฝ้ายกะเรากะว่าจะพาเขาไปเมืองโบราณ ตามสูตรของนักท่องเที่ยวเด๊ะ แต่พอเห็นทางด่วนก็เอาวะ ไปบางแสนดีกว่า เราก็ไม่ได้ไปมาหลายปีแล้วด้วย แถมอาจจะชวนไอ้กอร์มานั่งจ๋อเตี่ยมๆด้วยกันได้ด้วย

ลืมบอกไปว่านายเมาท์เนี่ย เป็นฝรั่งที่ฝ้ายไปเก็บ เอ้ย!! ไปรู้จักที่เวียดนาม เพราะฝ้าย backpack ไปเที่ยวเวียดนามเดือนที่แล้วก็เลยรู้จักกัน พอนายเมาท์มาเที่ยวเมืองไทย ฝ้ายก็เลยต้องเป็นไกด์โดยเลี่ยงไม่ได้ วันต่อมาก็เลยเอาเราไปด้วยจะได้มีรถใช้..ซะหยั่งนั้น

พอไปถึงบางแสนปุ๊ป เพราะว่าไม่ได้เอาชุดไปเปลี่ยนก็นั่งอยู่แต่ริมหาด นั่งดูทะเล เสียทีเจงๆ แต่ก็นะนั่งกินเบียร์ไปเรื่อยๆคนละขวด สุดท้ายนายเมาท์ ชาวเยอรมันเจอฤทธิ์พายุช้างสาร เอ้ย เบียร์ช้างจากไทยแลนด์เข้าไปก็เมาเป๋ พูดมากชิบหาย เป็น German ที่คอแป๊ปจริงๆเลย เราเองก็กินไม่ได้เยอะอ่ะนะ เพราะขับรถ ขวด (ใหญ่) ขวดเดียวก็พอ หลังจากนั้นก็นัดเจอกอร์ที่ศรีราชาขับรถไปอีกหน่อยนึงกว่าจะกินกันเสร็จ จ้อ เจี๊ยว จ๊าว กันเสร็จก็เกือบ 4 ทุ่ม ไอ้กอร์นี่ก็ take care เขาสุดๆค่าอาหารไม่ต้อง I'll pay for U ..เชด!!! เกลืออย่างกอร์ยังหวานได้ขนาดนี้ ..แต่ทีพวกกูเจือกไม่เลี้ยง อืมมมมมม

กว่าจะกลับถึง กทม ก็ 5 ทุ่ม เที่ยงคืน เหนื่อยๆๆๆๆๆๆ ตอนนี้นาย Molte ก็กลับบ้านเยอรมันไปละ เฮ้อ แล้วตูจะทำอะไรต่อดีล่ะ ชีวิตวันๆนี่มันน่าเบื่อจริงๆเน้อ เฮ้อ!!!

Friday, September 29, 2006

เรื่องเล่าของน้องโน๊ต

30 Sept 06

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย (intrend ซะ) ก็เลยหง่าวมากๆ ไม่รู้จะทำอะไร สงสัยได้เวลาต้องเริ่มนับ 1 ซะบ้างแล้ว หลังจากกลับมานิวซีแลนด์ก็นั่งกินนอนกินเป็นคุณชายผิวขาวอยู่บ้านทุกวันๆ....เริ่มเบื่อแล้วว่ะ

วันก่อนพี่ก๊ก พี่เจี๊ยบ 2 managers ที่ TTTC เรียกตัวเข้าไปคุยในร้านกาแฟ ...มาสัมภาษณ์กลายๆว่างั้น เผื่อว่าต้องการกลับไปทำงานที่ Toyota Tsusho จริงๆ จริงๆแล้วคนที่เรียกตัวกลับก็ไม่ใช่ใครหรอกนะ Mr. Hashimoto ..Department Manager เจ้าเก่านั้นเอง อืมมม์ ตูไปทำผลงานดีเด่อะไรไว้หว่า ติดอกติดใจกูจริงๆนะ จะไม่ปล่อยตูไปแรดที่อื่นเลยเรอะ ....แต่ถ้าจะให้กลับก็ยินดีครับ ไม่มีตังค์กินหนมแว้ว......

พี่ก๊ก กับ พี่เจี๊ยบแอบกระซิบให้ไปไล่สอบ Toeic เพราะว่าของเดิม 620 มันไม่มีผลแล้วอ่ะ ถ้า 700 up ตอนสมัครงานจะได้เงินเพิ่ม 1000 นึง per month ก็เลย เอาวะ ไปสอบก็ได้ แล้วก็ได้จริงๆ ขอเท่าไร เอาเท่านั้น 705 คะแนน ... มันน่าจะดีกว่านี้อ่ะนะเพราะตอนสอบแบบว่าพึ่งตื่นมาเลย ประสาทยังไม่ทำงาน ง่วงมาก แต่ไม่เป็นไร "ได้เท่าไรก็เอา"... โอว แหม "ดำจัง"

เมื่อ 2 วันที่แล้ว อยู่ๆน้องโน๊ต เป็นอะไรก็ไม่รู้หน้ามืดไปเฉยๆ เรียกเท่าไรปลุกเท่าไรก็ไม่ฟื้น เสียบสายช่วยชีวิตก็แล้ว ปั๊มหัวใจก็แล้ว ไม่มีไฟเข้าสู่หัวใจน้องโน๊ตสักกะนิด เกือบจะร้องไห้ อย่าพึ่งจากตูไปไหนนะ อายุยังไม่ทันขวบนึงเลย....!!! เอ๊ะ ระลึกขึ้นได้!!! ยังไม่ครบขวบ ก็ claim ประกันชีวิตได้สิวะ ว่าแล้วก็จัดแจงกระเตงน้องโน๊ตขึ้นหลัง ไปด้วยกันทั้งสภาพไม่รู้สึกตัวนั่นแหละ ไปถึงที่ Claimที่ฟอร์จูน ปุ๊ป ก็เจอหมอ "ผมคงรักษาให้ไม่ได้ครับ ต้องส่งศูนย์ช่วยชีวิตเท่านั้น" โอววว !!! ไม่ๆๆๆๆๆ เราจะพาน้องโน๊ตไปคืนชีพที่ไหนดี พี่พี่โรงพยาบาลอยู่ไหนครับ..... ตึก อื้อ จื่อ เหลียง ครับน้อง..... เอ่อ พี่มันอยู่แถวไหนอ่ะ ชื่อจีนๆหยั่งงี้ อยู่แถวหัวเฉียวแน่ๆเลย... สีลมน้องพระราม 4 .....อ้าว ถิ่นเก่าตูเอง โง่แล้วยังไม่รู้ว่าโง่อีกตูนี่โง่เหลือจะโง่จริงๆ....

ว่าแล้วก็จัดการแบกน้องโน๊ตที่หมดสติลงรถไฟใต้ดิน ไปถึงสีลม น้องโน๊ตหลับไหล แต่กรูเนี่ยเหงื่อไหล ร้อนก็ร้อน ฝนก็ตก เดี๋ยวแกฟื้นกูจะเอาไวรัสมาแจก ฮึ่ม !!(เพื่ออะไรวะเนี่ย) มาถึงตึกอื้อ จื่อ เหลียง จนได้ ขึ้นไปชั้น 3 โอว คนไข้พร้อมผู้ป่วยเยอะมาก น้องครับรับบัตรคิวนะครับ ...พี่ครับน้องโน๊ตหมดสติไปแล้ว ต้องเข้า ICU แล้วนะเนี่ย จะมารับบัตรคิวทำไมครับ มันต้องมีเปลมารับแล้ว....แต่บ่นไม่ได้ไม่งั้นผู้ปกครองคนไข้คนอื่นได้บ่นกันตาเขียวแน่นอน ..... จ๋อเดี่ยมๆอ่ะดีแล้ว

แล้วก็ถึงเวลาพาน้องโน๊ตไปรายงานตัวกับคุณนางพยาบาล.....พี่ครับ ไม่รู้เป็นอะไรครับ อยู่ๆหน้าน้องโน๊ตก็มืดไปเฉยๆ ก่อนหน้านั้นก็แหกปากร้องเพลงอยู่ดีๆ อ่านหนังสือจากเครือข่ายรอบโลกตามปรกติ ....สงสัยอวัยวะภายในเสียหายค่ะ ต้องเปลี่ยน คงต้องนอนโรงบาลสัก 2-3 วัน.....โอว พระเจ้า จอร์จ เอาเลยครับ (^_^) แล้วผม claim ประกันสังคมได้มั้ยเนี่ย หรือว่าต้อง 30 บาทรครอบจักรวาล.....มีประกันค่ะไม่เสีย....เย้

ผลการวินิจฉัยปรากฎว่าน้องโน๊ต อวัยวะ mainboard เจ๊งต้องเปลี่ยนโดยด่วน และ ตอนนี้ออกจากโรงบาลมาอยู่เป็นเพื่อนกรูแล้ววววว..... คิดถึงนะเนี่ย อิอิ

Wednesday, September 20, 2006

ปฏิวัติรัฐประหาร

19/9/49

วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ที่ต้องบันทึกลงไปอีกวันว่าประเทศไทยมีการ “รัฐประหาร” แต่จะยิ่งพิเศษกว่านั้นก็เพราะมันเป็นการรัฐประหารที่สงบเรียบร้อยที่สุดในประวัติศาสตร์นี่สิ ไม่มีเสียงปืน ไม่มีคนเดินขบวน ทุกๆอย่างเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยกเว้นเป็นวันหยุดพิเศษหนึ่งวัน และมีรถถังกับทหารมากมายเข้ามาในบริเวณเมืองหลวง บอกตรงๆว่าเราก็คิดอยู่แล้วว่ามันต้องมีการรัฐประหารแน่ แต่เราไม่คิดว่ามันจะเป็นหน้าตาอย่างนี้น่ะสิ อีกเรื่องนึงที่เราต้องยอมรับว่าเราก็ไม่อยากให้มันมีการรัฐประหารเพราะ แน่ๆล่ะมันคงไม่ดีแน่ที่จะมีความเสี่ยงเรื่องการจลาจล และความกดดันภายในท้องที่ รวมทั้งเรื่องเศรษฐกิจที่มันก็ทรงๆอยู่ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อมองจากบริบทโดยรอบแล้ว ภายใต้เวลาและสถานการณ์ที่เป็นวันนี้และเวลานี้อาจจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการคลี่คลายสถานการณ์ความแตกแยกในประเทศ


เหตุผลก็คือ วันที่ 20 เป็นวันที่จะมีการชุมนุมต่อต้านการกลับเข้าประเทศของกลุ่มพันธมิตร ซึงเป็นที่คาดหมายได้ว่าจะมีประชาชนมาชุมนุมกันมากมายเป็นประวัติการณ์ …เราไม่เคยเห็นด้วยเลยที่จะต่อต้านไม่ให้ทักษิณกลับประเทศ ทำไมน่ะเหรอ เพราะมันไม่แฟร์น่ะสิ ไม่ว่าอย่างไรกระบวนการยุติธรรมก็สมควรจะได้โอกาสในการทำหน้าที่ของมัน ถ้าทักษิณผิดเขาก็ควรจะได้รับโทษตามที่กฏหมายบัญญัติ ถ้าเขาไม่ผิดเขาควรจะได้โอกาสพิสูจน์ข้อกล่าวหา ….กลับเข้าเรื่องก่อนนะ เมื่อมีการชุมนุมต่อต้าน ก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการชุมนุมของกลุ่มผู้สนับสนุนด้วยไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งหรือเป็นมือที่ 3 ก็ตามที โอกาสที่จะเกิดเป็นความขัดแย้งจนถึงขั้นสงครามกลางเมือง( civil war )เป็นไปได้สูงมาก … เพราะฉะนั้นการที่คณะปฏิรูปฯ เข้ามาแทรกแซงโดยชิงยึดอำนาจและสิทธิในการชุมนุมของทั้ง 2 ฝ่ายก่อนเหตุการณ์บานปลายอาจจะเป็นกุศโลบายที่ไม่มีทางเลือกมากนักก็ได้

สัญญาณเรื่องนี้ก็มีมาระยะนึงแล้ว ตั้งแต่เมื่อประมาณ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมาที่มีการตบเท้าของผบ ทั้ง 4 เหล่าทัพเข้าพบกันที่ สนง . ตำรวจแห่งชาติ นั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มของการหาทางออกคราวนี้จากการสมมติฐานของผมนะ

เรื่องน่าแปลกใจบางประการที่ไม่มีใครสังเกตเลยประการหนึ่งคือ เมื่อวันที่ 19 เวลาประมาณ 22.00 ขณะที่ช่อง 9 แพร่สัญญาณเสียงการประกาศสภาวะฉุกเฉิน (Curfew) ของอดีตนายก ทักษิณ ทักษิณสั่งปลด พล.อ. สนธิ บุญฯ จากตำแหน่ง ผบ. ทบ. แล้วให้เข้าไปรายงานตัวกับ พล.ต.อ ชิดชัย วรรณสถิตย์….. - โดยให้ ผบ.สูงสุด เป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ - …….นั่นมองได้ว่า 1 . ทักษิณเองไม่รู้เลยว่า ผบ สูงสุดอยู่ในกลุ่มของคณะปฏิรูปฯ มองในอีกแง่นึงก็คือ ทักษิณซึ่งมีท่าทีระมัดระวังตัวตลอดตั้งแต่ตอนไปพม่า(อย่างกระทันหัน) ไม่ทันได้ระวัง หรือ 2 . เกิดภาวะเกลือเป็นหนอน (และตอนนี้หนอนโตกลายเป็นผีเสื้อแล้ว)ในกลุ่มคนรัฐบาลน่ะสิ ….แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ภายใต้จังหวะเวลานี้การรัฐประหารได้เกิดขึ้นมาแล้ว พร้อมกับความสงบอย่างไม่น่าเชื่อ … เพื่อนผมที่เป็นชาว Taiwan ส่งข้อความมาถามถึงสถานการณ์พร้อมกับสงสัยถึงความสงบเรียบร้อยที่เกิดขึ้น ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ในขณะที่ Taiwan ซึ่งเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกัน เกิดจลาจลวุ่นวายภายในประเทศ … เราหาคำตอบไม่ได้หรอกครับ เพื่อนชาวไต้หวันคนนี้พูดได้แค่เพียงว่าประเทศของคุณโชคดีที่มี a good king (จริงๆถ้าไม่เกรงใจเราต้องบอกว่า the best king ต่างหากล่ะ) ในขณะที่เขาไม่มีใครเป็นคนที่คอยยึดเหนี่ยว….

สุดท้าย…ต้องขออนุญาตปิดฉากตำนานของรัฐบาลที่ขึ้นชื่อว่า ยิ่งใหญ่ที่สุดและอื้อฉาวที่สุดในประเทศไทย … สุภาษิตของคนโบราณยังคงสอนใจได้อยู่เสมอ … เมื่อความโลภเข้าครอบงำ จริยธรรมถูกทำลาย ความรับผิดชอบถูกละเลย สุดท้ายสิ่งที่เหลืออยู่จะมีแต่อดีตอันหวานชื่นและปัจจุบันที่เจ็บปวดเท่านั้น…

Tuesday, September 12, 2006

New Zealand - Bangkok : the final destination

การเดินทางครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนช่วยให้เราไปแรดได้ไกลขนาดนี้ ทั้งป๊าและม้าที่สนับสนุนให้เราไปท่องเที่ยว นอกจากนั้นยังมีผู้อ่านอีกหลายท่านที่คอยสอบถามหาข่าวคราวมาปรนเปรอเด็กตูมอย่างสม่ำเสมอ ... ทำให้ไม่เหงา ต่อไปจะเป็นยังไงก็ไม่รู้หรอกนะ จะมีการผจญภัยอีกหรือเปล่าก็บอกไม่ได้ แฟนเฟินจะมีรึเปล่าก็บอกไม่ได้อีก (เกี่ยวอะไรวะ) ขอบคุณทุกคนที่รู้จักที่ทำให้เราสนุกสนานใน New Zealand

สุดท้ายแม้เมืองไทยจะอบอุ่น (อุ่นจนร้อนระอุ) แต่เราก็จะไม่ลืมความมิตรภาพแบบเย็นสดชื่นแบบนิวซีแลนด์แน่นอน เอาชื่อคุณปู่เป็นเดิมพัน (จะจบยังไม่วายเดือดร้อนท่านปู่อีกนะ)

ด้วยรักและระลึกถึงวันเวลาดีดีที่นิวซีแลนด์

ตูม ... The Toom must go on.

Tuesday, August 29, 2006

Boring Auckland

29/8/06

มาอยู่ Auckland ได้ 3 วันแล้วครับ เคยมาที่นี่ครั้งนึงแล้วก็จริง แต่กลับมาคราวนี้ความรู้สึกแย่ ไม่เหมือนคราวที่แล้ว อาจเป็นเพราะคราวที่แล้วมีเป้าหมายเพื่อมาเที่ยว แถมอยู่ในช่วง Easter ที่คนไม่ค่อยมไปเที่ยวกันหมด แต่กลับมาคราวนี้มีเป้าหมายเพื่อมาหางานทำให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน ตอนออกมาจาก Christchurch ก็ใจหวิวๆนะเหมือนจากบ้านเกิดมายังไงไม่รู้ คิดถึง Christchurch มากอยู่มาตั้ง 8 เดือน ชินซะแล้ว…. Auckland กับ Christchurch ขนาดอยู่ประเทศเดียวกัน แต่ให้ความรู้สึกราวกับคนละทวีป คนที่มาจากเมืองเล็กๆ ช้าๆนิ่งๆ เนิบๆ ต้นไม้ครึ้ม ผู้คนเป็นมิตร ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม (Christchurch)อย่างเรา มาเจอ Auckland ที่คนก็เยอะ รถก็แยะ เสียงก็ดัง ผู้คนเดินกันเร็วๆ ดูไม่ค่อยจริงใจ แถมยังมีความรู้สึกว่าอันตรายทุกฝีก้าว….ผู้หญิงที่ว่าเฮี้ยวๆที่ Christchurch กลายเป็น นางสาวไทยไปเลยเมื่อเจอกับ เฮี้ยวๆแบบ Auckland …..สภาพของเราตอนนี้เหมือนประมาณคนอำเภอ อมก๋อย เข้ามากรุงเทพ ยังไงยังงั้น สิ่งที่ต่างกันระหว่าง Christchurch และ Auckland คือ Speed ของเมือง และไอ้ Speed ของเมือง Auckland นี่แหละที่กำลังจะทำให้เรา “บ้า”….

ไปนอนแออัดอยู่ห้องใหม่ Pab มา 2 วัน ตอนนี้พึ่งจะย้ายออกมาอยู่ห้องรูหนูเก่าของ Pab แค่ move ของออกมาก็เหนื่อยแล้ว มีกระเป๋า 3 ใบน้ำหนักประมาณ 30 กก . move ออกมาคนเดียวมาขึ้นรถเมล์ เพราะชาวบ้านชาวเมืองทำงานหมด แถมพอลงรถ ต้องลากกระเป๋าเดินทางจากใจกลางเมือง มาที่ flat อีกประมาณ 1 KM. มันก็คงไม่เหนื่อยเท่าไรหรอกถ้าทางมันจะไม่ใช่ทางแบบขึ้นเขาเกือบตลอด สัมภาระหนัก 30 kg ลากไปลากมา มันธรรมดาซะที่ไหนล่ะ สมบัติบ้าของกรู ทั้งนั้น …แถมมาถึง flat แล้ว lift เจือกใช้ไม่ได้อีก ขอโทษทีที่ห้องอยู่ชั้น 5
(-_-!!) อ่านว่าชั้น 5 okay !! วันนี้จะทดสอบความอดทนกูใช่มั้ย เอาเรียงหน้าเข้ามา เลือดเข้าตาแล้วเหนื่อยนะเว้ย กว่าจะถึงห้องซัดยาดมเข้าไปฟอดใหญ่ เป็นลม หมดสภาพ

ว่ากันถึงเรื่องงานบ้างดีกว่า …..ไม่รู้ว่าจะกลับเร็วกว่าที่กำหนดไว้หรือเปล่า เพราะว่านั่งคำนวณดูแล้ว รายรับอาจจะไม่ได้คุ้มค่ารายจ่ายน่ะสิ … ค่าที่พัก(ห้องรูหนู) 150 $ ต่อ Week …ไปเซ้งมาจากแป๊ป แป๊ปmove ไปอยู่ชานเมืองใกล้ที่ทำงานใหม่ …จริงๆแล้วก็กะจะไปทำงานที่ทำงานใหม่ของแป๊ปเหมือนกัน ติดอยู่อย่างเดียวว่า VISA เหลือแค่เดือนเดียว นายจ้างเขาก็ไม่เอา เขาจะเอา Long term เงื่อนไขนี่แหละ อุปสรรคสำคัญที่สุดในตอนนี้เลยและทำให้ต้องกลายเป็นคนเตะฝุ่นจนถึงตอนนี้….

ความตั้งใจแต่แรกเลย กะว่าจะมาหางานเพื่อเก็บเงินเป็นทุนไปสอบ IELTS และมันก็มีงานที่ร้านอาหารไทย ที่แป๊ป ทำงานอยู่เสนอมาเหมือนกัน 3 คืนต่ออาทิตย์ ไปทำมา 1 วันแล้วด้วย ถ้าไม่เพราะว่ามีเรื่องราวเบื้องหลังบางอย่าง ก็คงจะทำแก้ขัดไปแล้ว อย่างว่านะ ในต่างแดน คนที่เอาเปรียบคนไทยมากที่สุด จะมีใครถ้าไม่ใช่ไทยด้วยกัน….. หลังจากผ่านไป 2 วันดูท่าทางว่าทุนเก่าก็จะหาย แถมไม่มีทรัพย์ก้อนใหม่งอกเงยอีกต่างหาก มีแต่จะหมดลง …สถานการณ์เข้าขั้นเลวร้าย ต้องรีบตัดสินใจโดยด่วน ถอยเพื่อรักษายอดเงิน หรือ เสี่ยงเพื่อหวังว่าจะมีเงินเข้า…แต่แนวโน้ม น่าจะต้องถอยนะ จะว่าป้อดก็ได้ ชีวิตไม่ได้เดินแบบหมากฮอส ที่เดินหน้าอย่างเดียว บางทีถ้าถอยแล้วเสียหายน้อยกว่าสู้ เราก็ควรที่จะถอยให้เป็น

วันนี้ไปคุยกับพี่เบลที่เป็น Manager เก่าของ PAB ที่ burger king (ปรกติ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง คนไทยด้วยกัน พี่เบลแกรับมาทำงานที่นี่หมด ถ้าไม่มีทางเลือก) แกยังว่ายากที่จะหางานทำถ้าเหลือ Visa แค่เดือนเดียว เพราะกว่าจะ train กว่าจะฝึกงาน กว่าจะเป็นงาน ก็ 1 เดือนละ พอกำลังจะเป็น ..ก็ออกซะงั้น นายจ้างที่ไหนเขาจะเอา แถมปัญหาคือ Visa แบบเราอนุญาตให้ทำแค่ 20 ชม. นี่สิ แต่ของ Pab อันนั้น unlimited แค่นี้ก็ต่างกันมหาศาลแล้ว …มาลองนั่งคำนวณดู ถ้าเราทำ 20 ชม.max ที่รายได้ 10 เหรียญต่อ ชม. (ไม่ถึงด้วย) ก็จะได้ 200 $ หักค่ารูหนูไป 150 $ ก็เหลือ 50$ เอง (ในขณะที่ Pab มีหลาย option กว่า ทำได้ตั้ง 40 ชั่วโมงถ้าต้องการ) หักค่าlunch dinner etc . มันขาดทุนตั้งแต่คำนวณอยู่ในกระดาษแล้วอ่ะ ทำไงดีๆ …ก็ต้องไปหางานที่มันไม่เกี่ยวกับการเสียภาษี จ่ายเป็นเงินสดแล้วพวก Inland revenue office ไม่ตามมารังควาญ พูดง่ายๆก็ร้านอาหารไทยทั้งหลายนั่นแหละ …. แต่ก็อย่างที่เขียนไว้ข้างบนเช่นกัน เหลือเวลาแค่เดือนเดียว มันหาคนจ้างยากนะพึ่งจะรู้ ยกเว้นแต่ว่าจะเฮงๆๆๆๆ จริงๆเท่านั้นแหละ (จากประสบการณ์ มันเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เฮ้อ) …ยิ่งหาได้ช้าเท่าไร เวลาใน VISA ใกล้หมด โอกาสได้งานก็ยากขึ้นตามลำดับ ตอนนี้เหลือแค่ 28 วันเอง ต้องรีบคิดละ ก่อนที่เงินจะหมด ……

พึ่งจะมาตระหนักว่าVISA ที่เหลือ 1 เดือนเนี่ยมันไม่ได้มีความหมายเลยถ้าคุณจะหางาน (ถึงแม้ว่ามันจะอนุญาตให้คุณทำงานก็ตามที) นี่รวมทั้งเอกสารต่างๆด้วย ขนาดไปเข้าห้องสมุด ทำบัตรสมาชิกฟรี ยังทำไม่ได้เลยคิดดูสิ 1 เดือน ไร้ค่าขนาดไหน เพราะต้องมีเวลาเหลือใน VISA 6 เดือนถึงจะทำได้….แย่จริงๆ

ไม่แน่ว่าการเดินทางมา Auckland ก่อนกลับบ้านนี้อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดมากที่สุดตั้งแต่มาอยู่ NZนี้ก็ได้..แย่เนอะ อะไรก็ดีมาตลอด นึกว่าจะจบแบบ happy ending ดันจะจบแบบ Anti climax ซะได้ แต่ก็อย่างว่าถ้าอะไรมันจบแบบเทพนิยายหมด คนก็คงไม่ต้องทำอะไร นั่งฝันกลางวันจะดีกว่า นี่แหละหนา ชีวิต….

Saturday, August 26, 2006

Bye Bye Christchurch

26/8/06

bye bye Christchurch เศร้าพอควรอยู่มาตั้ง 7-8 เดือน คิดถึงห้องนอน คิดถึงหลายๆอย่าง คิดถึงเมือง ฯลฯ

So long Andrew , Collen , Yong ha , Jason , Levi , Corney , Touch , Sebastian , pussy cat and etc. We might possibly see each other again in the near future .

Bye Bye Christchurch . The place with a lot of remembrances . I promise I will come back again .

Anyway , Good day Auckland . Here I come !!!!! any challenges , please come to me.

Toom